[ รีวิว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฤดูกาล 2020-21 : แชมป์พรีเมียร์ลีก ] เป๊ป กวาร์ดิโอล่…

[ รีวิว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฤดูกาล 2020-21 : แชมป์พรีเมียร์ลีก ]

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ให้สัมภาษณ์ว่า แชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้เป็นภารกิจที่หนักหนาสาหัสที่สุดตั้งแต่เขารับงานเป็นผู้จัดการทีม สาเหตุเพราะทีมเจอปัญหาต่างๆรุมเร้ามาก โควิด-19 ก็ยังไม่จบ แถมมีประเด็นซูเปอร์ลีกอีก ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด แต่สุดท้าย ยังจบด้วยการเป็นแชมป์ได้ ถือเป็นความยอดเยี่ยมสุดๆแล้ว

จริงอยู่ ถ้าพวกเขาได้ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกปิดท้ายด้วย จะเป็นซีซั่นที่เกินบรรยายมาก แต่การได้ 2 โทรฟี่ในปีเดียว (พรีเมียร์ลีก + คาราบาวคัพ) ก็ถือว่าโอเคมากแล้ว

ในซีซั่นนี้เราได้เห็นความอัจฉริยะอีกครั้งของกวาร์ดิโอล่า ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า อย่างเช่นประเด็นการขาดหายไปของเควิน เดอ บรอยน์ โดยซีซันนี้ เดอ บรอยน์ ลงเล่นเป็นตัวจริงให้ซิตี้ 23 นัดเท่านั้น น้อยที่สุดตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับทีมเรือใบสีฟ้า

การขาดเดอ บรอยน์ คีย์แมนอันดับ 1 ของทีมไป 10 กว่าเกม ถ้าเป็นโค้ชคนอื่นคงทำแต้มหลุดรัวๆไปแล้ว แต่เป๊ป แก้ไขด้วยการดันเอาอิลคาย กุนโดกันมาเล่นมิดฟิลด์ตัวรุกแทน ซึ่งกุนโดกันก็ยิงประตูกระจุยในช่วงที่เดอ บรอยน์ไม่อยู่ ทดแทนกันได้พอดี

นี่คือบทสรุปของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาล 2020-21 เป็นปีที่ยาก แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ไปถึงเป้าหมายได้สำเร็จ

—————————

[ เริ่มต้นได้แย่ที่สุดในรอบ 12 ปี ]

ความผิดพลาดในฤดูกาลที่แล้วของทีมเรือใบสีฟ้า คือไม่ยอมซื้อเซ็นเตอร์แบ็กตัวหลัก เอามาแทนแวงซ็องต์ ก็องปานี ที่อำลาทีมไปแล้ว

เป๊ปใช้ 4 ตัวที่มีอยู่ คืออายเมอริค ลาป็อกต์, จอห์น สโตนส์, นิโกลาส์ โอตาเมนดี้ และ เอริค การ์เซีย ซึ่งในกลุ่มนี้ สโตนส์ก็เจ็บบ่อยเล่นไม่เข้าฟอร์ม โอตาเมนดี้อายุเยอะแล้ว (32 ปี) ส่วนการ์เซียก็เป็นรุกกี้ เพิ่งแจ้งเกิด

ปีที่แล้ว แมนฯซิตี้ยิงประตูได้ 102 ลูกมากที่สุดในลีก แต่เกมรับเสียไป 35 ลูก เสียเยอะกว่าลิเวอร์พูลที่เป็นแชมป์ หลายๆเกม พลาดง่ายๆ อย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้แต้มหล่นรัวๆ ก่อนจะจบแค่รองแชมป์ด้วยการมีแต้มตามหลังหงส์แดง 18 คะแนน

เป๊ปรู้ปัญหา ดังนั้นในช่วงซัมเมอร์จึงซื้อนาธาน อาเก้ จากบอร์นมัธมาเสริมทัพด้วยราคา 40 ล้านปอนด์ ส่วนแนวรุกก็ลงตัวอยู่แล้ว จึงซื้อแค่เฟอร์รัน ตอร์เรสคนเดียว เอามาไว้โรเทชั่นกับพวกสเตอร์ลิ่ง และมาห์เรซ

แต่ปรากฏว่า อาเก้ เล่นไม่ได้เลย เกมที่ 2 ของฤดูกาลที่เจอกับเลสเตอร์ เขาจับคู่กับเอริค การ์เซีย ผลลัพธ์คือโดนเลสเตอร์อัดเละคาบ้าน 5-2 เกมรับสะเปะสะปะ เสียจุดโทษ 3 ลูกในเกมเดียว ทำให้กวาร์ดิโอล่าหัวเสียมาก ถ้าหากกองหลังยังเละเทะแบบนี้ ยิงกี่ลูกก็คงไม่พอ จากเดิมจะคาดหวังให้อาเก้ มาเป็นคีย์แมนคนใหม่ ดูทรงแล้วท่าจะไม่ไหว

พอโดนอัดเละแบบนั้น เป๊ปสั่งให้ทีมซื้อขายเจรจาเซ็นเตอร์แบ็กคนใหม่มาให้ได้ จะแพงยังไงก็ไม่สน และเป้าหมายที่โดดเด่นที่สุดในสายตาเป๊ป คือรูเบน ดิอาส กองหลังจากเบนฟิก้า ที่อายุ 23 ปี กำลังสด กำลังคึก แน่นอน เบนฟิก้า ปั่นราคาไปสูงลิบที่ 51 ล้านปอนด์ บวกนิโกลาส์ โอตาเมนดี้อีกคน ซึ่งสุดท้ายแมนฯซิตี้ยอมจ่าย และคว้าตัวมาเสริมทัพทันที หลังจากแพ้เลสเตอร์แค่ 2 วันเท่านั้น

เมื่อรูเบน ดิอาสย้ายมา เกมรับทรงดีขึ้น คอมบิเนชั่นแรกที่กวาร์ดิโอล่าใช้ คือดิอาส คู่ลาป็อกต์ แต่เกมรับยังไม่ดีที่สุด ทั้งคู่เล่นด้วยกันไป 6 เกม คลีนชีทได้แค่ 2 เกม สรุปคือได้ดิอาสมาก็จริง แต่ทีมยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน ซึ่งเป๊ปก็ต้องมาวิเคราะห์ว่า ปัญหาที่แท้จริงคืออะไรแน่

หลังเกมแพ้สเปอร์ส ในนัดที่ 9 ของฤดูกาล แมนฯซิตี้ เคยจมอยู่อันดับ 13 ของตาราง ซึ่งเป็นการออกสตาร์ตที่แย่ที่สุดในรอบ 12 ปีของสโมสร

ผลงาน 9 นัด ชนะ 4 เสมอ 3 แพ้ 2 ซึ่งถ้าอ้างอิงจากผลงานของลิเวอร์พูลในฤดูกาลที่แล้ว พวกเขาได้แชมป์ด้วยสถิติ ชนะ 32 เสมอ 3 แพ้ 3 แปลว่าทีมเรือใบเริ่มต้นซีซั่นมาแบบนั้น ถ้าลิเวอร์พูลเล่นได้ตามมาตรฐานเดิมเมื่อปีก่อน เขาไม่มีวันทวงแชมป์คืนมาได้แน่นอน เพราะทำแต้มหลุดในช่วงออกสตาร์ตซีซั่นมากเกินไป

กวาร์ดิโอล่าอารมณ์เสีย และว้าวุ่นมาก อย่างไรก็ตาม โชคยังดีที่เขามีคนที่คอยเตือนสติ ไม่ให้โมโหจนตัดสินใจอะไรผิดพลาด คนคนนั้นคือ ฮวน มานูเอล ลิลโล่

ลิลโล่ เป็นโค้ชชาวสเปน เขาเป็นโค้ชคนแรกที่ถ่ายทอดวิชาให้กวาร์ดิโอล่า ที่สโมสรโดราโดสในเม็กซิโก นี่เป็นโค้ชที่กวาร์ดิโอล่านับถือที่สุด ซึ่งในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทีมของแมนฯซิตี้ยังว่างอยู่ หลังจากมิเกล อาร์เตต้า ย้ายไปอาร์เซน่อล เป๊ปจึงทาบทามลิลโล่ที่ยังว่างงานพอดี ให้มาเป็นผู้ช่วยเขาที

เรื่องแท็กติกใดๆ เป๊ปมั่นใจในตัวเองเต็มร้อย แต่ที่เขาต้องการลิลโล่ เพราะอยากได้ใครสักคนที่ช่วยเตือนสติ ไม่ให้ใหลไปกับอารมณ์มากเกินไป

ตอนที่เป๊ปกำลังว้าวุ่น ลิลโล่บอกว่า “ซีซั่นนี้จะไม่เหมือนซีซั่นก่อนหรอก ทุกๆทีมจะแพ้ และทำแต้มหลุดกันเอง” ลิลโล่มองว่าฤดูกาลนี้ แต่ละทีมแทบไม่ได้เล่นเกมปรีซีซั่นกันเลย สภาพนักเตะของทีมใหญ่ๆ คงจะอ่อนล้ากันมาก ดังนั้นแมนฯซิตี้ไม่ต้องรีบร้อน แม้แต้มจะตามหลังเยอะ เดี๋ยวทีมอื่นๆ ก็ต้องมีช่วงเวลาที่หลุดกันบ้าง

กวาร์ดิโอล่ากล่าวถึงลิลโล่ว่า “ถ้าไม่มีเขา อันดับในตารางคะแนนของเราคงไม่มีวันกลับมาอยู่หัวตารางได้” ในขณะที่เป๊ปจะมองโลกในแง่ร้าย กังวลใจไว้ก่อน แต่ลิลโล่จะเป็นพลังบวก ช่วยมองโลกในแง่ดี ถือว่าเป็นคู่หยิน-หยางกัน

แม้จะเริ่มต้นไม่ดี แต่ซิตี้ยังไม่ถอดใจแค่นี้

—————————

[ แก้ปัญหาทีละเปลาะ เคลียร์ทีละเรื่อง ]

จุดเปลี่ยนที่สำคัญของทีมเรือใบสีฟ้า มี 2 ข้อ คือเรื่องแท็กติก และเรื่องสปิริตทีม

ไปที่เรื่องแท็กติกกันก่อน หลังจากแพ้สเปอร์สมา 2-0 เป๊ปจึงตัดสินใจลองเปลี่ยนแปลง เซ็นเตอร์แบ็กดู เขาถอดอายเมอริก ลาป็อกต์ ที่มักจะยืนตัวจริงออก แล้วใช้งานจอห์น สโตนส์แทน โดยให้จับคู่กับ รูเบน ดิอาส

และกลายเป็นว่าสองคนนี้โป๊ะเชะเลย เป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากๆ การบู๊ไม่ถอยของสโตนส์ กับเชิงบอลเนียนๆ ของดิอาส มันแมตช์กันพอดี นอกจากนั้นทั้งคู่ยังเล่นเกมรุกได้ดีมากๆ จังหวะเซ็ตพีซ เวลาเติมไปทั้ง 2 คน คือทีมจะอันตรายมาก

ดิอาสคู่สโตนส์ ยืนเป็นตัวจริงให้ซิตี้แทบทุกเกม ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน พวกเขาไม่แพ้ใครเลย จนไปแพ้อีกที ก็ต้นเดือนมีนาคม ในเกมเจอแมนฯยูไนเต็ด มันแสดงให้เห็นว่า ในที่สุดกวาร์ดิโอล่าก็ค้นพบส่วนผสมในเกมรับของเขาซะที

นั่นคือแท็กติกแรก มาสู่แท็กติกที่ 2 คือการแปลงร่าง ชูเอา กานเซโล่ จากฟูลแบ็กจอมสปีด เป๊ปปรับมาเล่นเป็น อินเวิร์ตฟูลแบ็ก ในสไตล์เดียวกับฟิลิป ลาห์ม โดยกานเซโล่ เริ่มจากแบ็กขวา แต่ดันไปเล่นปีก บางทีก็ขยับมาเล่นกองกลางก็มี อยู่ในหลายๆที่ของสนาม นอกจากนั้นบางเกม เป๊ปจับเขาไปยืนแบ็กซ้ายก็มี นั่นทำให้กานเซโล่เป็นผู้เล่นที่คาดเดายากที่สุด ว่าจะยืนส่วนไหนของสนาม

แท็กติกที่ 3 คือการเลิกใช้กองหน้าตัวเป้า ทั้งกุน อเกวโร่ และ กาเบรียล เชซุส แต่ใช้แผน False 9 อย่างเต็มตัว โดยคนแรกที่ยืนตำแหน่งนี้ก่อนคือ เควิน เดอ บรอยน์ แต่หลังจากเดอ บรอยน์บาดเจ็บ เป๊ปแก้ปัญหาด้วยการใช้อิลคาย กุนโดกัน มายืน ซึ่งเราแทบไม่คุ้นเคย ว่ากุนโดกันจะยืนตรงนี้ได้ แต่ปรากฏว่า ไม่ใช่แค่ยืนได้ แต่ยังเล่นได้สุดยอดมากๆด้วย ยิงสลุต 11 ลูก จาก 11 เกม ค่าเฉลี่ยยิงกว่ากองหน้าอีก

ในช่วงปลายๆ ฤดูกาลเมื่อแมนฯซิตี้ ทำแต้มทิ้งห่าง น่าจะได้แชมป์แน่ๆแล้ว เป๊ปก็โรเทชั่น ถอยกุนโดกันลงไปยืนกองกลางเหมือนเดิม แล้วใช้เดอ บรอยน์, แบร์นาโด้ ซิลวา หรือ ริยาด มาห์เรซ สลับมายืนเป็น False 9 แทน

การมีกองกลางเยอะ แปลว่าคุณจะครองบอลได้เยอะกว่าคู่แข่ง ด้วยเซนส์บอลของมิดฟิลด์แมนฯซิตี้ ทำให้การต่อเกม ทำได้ไหลลื่น ถ้าหากมีหน้าเป้า ความหวังในการยิงอาจจะถูกฝากไว้ที่กองหน้า แต่แมนฯซิตี้ ตอนนี้ สามารถยิงได้ทุกคน

ถ้าเกมเล็กๆ เราจะเห็นเป๊ปใช้กองหน้าตัวเป้าบ้าง แต่ถ้าเกมใหญ่ๆ เขาใช้ False 9 เสมอ ในเกมที่บุกชนะเชลซี 3-1 ช่วงต้นเดือนมกราคม เดอ บรอยน์รับบท False 9 หรือเกมที่บุกถล่มลิเวอร์พูล 4-1 ฟิล โฟเด้น รับหน้าที่นี้

นี่คือ 3 การเปลี่ยนแปลงแท็กติกสำคัญตลอดซีซั่นของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และมันได้ผลดีมากๆ คู่แข่งต้านทานไม่ได้ ซึ่งจนกว่าจะโดนแก้ทางได้นั่นแหละ เป๊ปคงยึดแนวทางนี้ต่อไปเรื่อยๆ

นอกเหนือจากเรื่องแท็กติกแล้ว อีกเรื่องที่คนพูดถึงกันเยอะ คือเรื่องสปิริตทีม ย้อนกลับไปในช่วงเดือนธันวาคม แมนฯซิตี้ เสมอ 2 เกมติด กับแมนฯยูไนเต็ด และเวสต์บรอมวิช คือกับแมนฯยูไนเต็ดน่ะไม่เท่าไหร่ แต่กับเวสต์บรอมที่ควรชนะได้ง่ายๆ ก็ปิดเกมไม่ลง

ทีมอยู่อันดับ 8 ของตาราง ผลงานในสนามก็ไม่ดี การซ้อมก็ไม่ดี และเป๊ปก็ไม่พอใจมาก อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เป๊ปจะลงมือด่าด้วยตัวเอง เขาเรียก แฟร์นันดินโญ่ ในฐานะกัปตันทีม และผู้อาวุโสของสโมสรเข้ามาคุยกัน

แฟร์นันดินโญ่เล่าว่า “มันเป็นวันที่ 31 ธันวาคม เรามีการซ้อมกัน 1 เซสชั่น แต่ทุกคนดูไม่มีใจกันเลย จากภาษากายมันบอกให้รู้ว่า นี่ไม่ใช่คาแรคเตอร์ที่เราควรจะเป็น หลังซ้อมเสร็จ เป๊ปเดินมาคุยกับผมแล้วพูดแรงๆว่า ในสนามซ้อม ไม่ใช่ทุกคนที่จะทุ่มเทเต็มที่ และกับสโมสรแห่งนี้ ถ้าคุณมาซ้อม คุณต้องทำ 100% ไม่งั้นคุณก็อยู่บ้านไป ทีมโค้ชจะไม่มีการประนีประนอมในเรื่องนี้”

“หลังการซ้อมเสร็จ ทุกคนกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวเพื่อเคาน์ดาวน์ แต่ผมยังไม่ลืมประโยคที่คุยกับเป๊ป นั่นทำให้ในวันต่อมา 1 มกราคม เวลา 7 โมงเช้า ผมส่งเท็กซ์ไปหาเฟร์รัน โซเรียโน่ บอกว่าให้จัดประชุมกับนักเตะทุกคนหน่อย เราต้องคุยกัน”

“ก่อนการซ้อมประจำวันจะเริ่ม ผมให้เฟร์รันไปบอกเป๊ป ว่าวันนี้เราจะเริ่มซ้อมกันช้าหน่อย นี่เป็นเรื่องฉุกเฉินที่นักเตะต้องคุยกันเดี๋ยวนี้”

“ในที่ประชุมผมบอกสิ่งที่เป๊ปบอกผมมา และหลายๆคนก็รู้สึกได้เหมือนกัน แต่ไม่มีใครพูด ซึ่งพอผมพูดเสร็จ ก็คิดในใจว่า ถ้าเราเปิดอกคุยกันขนาดนี้แล้วนักเตะบางคน ยังไม่ได้สติ ฤดูกาลนี้ของแมนฯซิตี้ก็จบแล้ว แต่ความจริงคือ เมื่อเราคุยกันเสร็จ ความตั้งใจกลับคืนมาอีกครั้ง และนัดต่อไป เราบุกไปเอาชนะเชลซีที่กำลังร้อนแรงในลีกตอนนั้นได้อย่างสวยงาม”

แท็กติกถูกต้อง นักเตะในทีมเรียกสปิริตกลับมาได้ก่อนจะสายเกินไป ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เก็บแต้มได้รัวๆ ในขณะที่ทีมอื่นทำแต้มหลุดเรื่อยๆ แต่พวกเขาเหนียวแน่น พลาดยาก จบซีซั่นด้วยการเป็นแชมป์ที่ยิงได้มากสุด (83 ลูก) และเสียน้อยสุด (32 ลูก) แต้มอาจจะไม่เยอะมาก (86 แต้ม) แต่พวกเขาคือทีมที่สม่ำเสมอที่สุดในฤดูกาลนี้

นัดสุดท้ายของฤดูกาล กุน อเกวโร่ โดนส่งลงมาเป็นตัวสำรองยังอุตส่าห์ยิงได้ 2 ลูก กลายเป็นนักเตะที่ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกกับทีมเดียว ได้เยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ (184 ลูก) ทำลายสถิติเดิมของเวย์น รูนี่ย์ กับแมนฯยูไนเต็ดที่ทำได้ 183 ลูก เรียกได้ว่าเป็นการแยกจากกับทีม ด้วยความทรงจำที่ดีเป็นการส่งท้าย

—————————

[ การเติบโตของฟิล โฟเด้น ]

ความอัจฉริยะของเป๊ปอีกหนึ่งอย่างในซีซั่นนี้ คือการให้โอกาส ฟิล โฟเด้น

เป๊ป กับฟิล โฟเด้น เข้ามาสู่แมนฯซิตี้ชุดใหญ่ในปีเดียวกัน คือซีซั่น 2016-17 ซึ่งแต่ละปีที่ผ่านไป โฟเด้นก็เก่งขึ้นเรื่อยๆ แต่กวาร์ดิโอล่าก็ให้ลงสนามน้อยมาก แต่ก็ไม่ปล่อยให้ใครยืมตัว ค่อยๆให้นักเตะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ปีต่อปี ปีต่อปี

ในที่สุด โฟเด้นก็มาสุกงอมเอาในซีซั่นนี้ เขาพัฒนาขึ้นมากลายเป็นนักเตะที่ครบเครื่องไปทุกส่วน เลี้ยงบอลคล่องแคล่ว เซนส์เป็นเลิศ และยืนได้หลายตำแหน่ง การันตีว่าติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ได้แบบสบายๆ โดยไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อยเลย

โฟเด้นเป็นนักเตะอะคาเดมี่ของสโมสร เป็นความภูมิใจของทีม ตัวเป๊ปเองก็ต้องภูมิใจมากแน่ๆ ที่นักเตะท้องถิ่นก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักในระยะยาวของทีมได้

โดยผลงานของโฟเด้นใน 5 ฤดูกาล ที่ขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่มีดังนี้

– 2016-17 : 0 นัด 0 ประตู 0 แอสซิสต์
– 2017-18 : 5 นัด 0 ประตู 1 แอสซิสต์
– 2018-19 : 13 นัด 1 ประตู 0 แอสซิสต์
– 2019-20 : 23 นัด 5 ประตู 2 แอสซิสต์
– 2020-21 : 28 นัด 9 ประตู 5 แอสซิสต์

ในมุมของโฟเด้นเอง เขาบอกว่า จุดสำคัญที่ทำให้เขามีวันนี้ได้คือการอดทนรอคอยโอกาส “ตอนผมได้ขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่ มียอดนักเตะมากมายยังเล่นอยู่ และผมก็จะไม่ได้โอกาส จนกว่าพวกเขาเหล่านั้นจะย้ายออกไป แต่ผมก็อดทนรอ และตอนนี้ผมก็ได้โอกาส ดังนั้นจึงอยากจะรักษาฟอร์มดีๆแบบนี้ไว้ให้ได้นานที่สุด”

—————————

[ ความผิดหวังในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีก ]

จริงๆแล้ว แมนฯซิตี้ ทำทุกอย่างดีหมด และมีโอกาสเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษที่ได้แชมป์ Quadraple 4 แชมป์ในปีเดียว พรีเมียร์ลีกได้แล้ว คาราบาวคัพได้แล้ว เหลือแค่เอฟเอคัพ กับ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกเท่านั้น ที่โดนกำจัดด้วยสโมสรเดียวกันนั่นคือเชลซี

ในนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีก ที่พวกเขาแพ้ สาเหตุเพราะเชลซีแข็งแกร่ง นั่นก็หนึ่งเหตุผล แต่เหตุผลอีกข้อคือเป๊ปเอง จัดตัวแปลกประหลาดเกินไป ในเกมใหญ่ขนาดนี้ แต่ไม่ส่งกองกลางตัวรับลงแม้แต่คนเดียว มันก็เสียเปรียบในการครองเกม

สเตอร์ลิ่ง, เดอ บรอยน์, มาห์เรซ, โฟเด้น, แบร์นาโด้ ซิลวา และ กุนโดกัน ออกสตาร์ตพร้อมกันหมด โดยทิ้ง โรดรี้ กับ แฟร์นันดินโญ่เอาไว้ข้างสนาม โดยดีทมาร์ ฮามันน์ อดีตนักเตะแมนฯซิตี้เองก็ผิดหวัง โดยกล่าวว่า “โรดรี้ลงเล่น 53 เกมทั้งฤดูกาล แต่ในเกมใหญ่ที่สุด คุณกลับไม่ส่งกองกลางตัวรับลงสักคนเนี่ยนะ”

มีนักวิเคราะห์พยายามตีความว่า ตอนแพ้เชลซีในเอฟเอคัพรอบรอง เป๊ปใช้ทั้งแฟร์นันดินโญ่กับโรดรี้ลงพร้อมกันมาแล้ว แต่ก็แพ้เกมนั้น ก็เลยเปลี่ยนแผนกลับตาลปัตรมันซะเลย กะให้เชลซีเซอร์ไพรส์ แต่สุดท้ายแผนไม่ได้ผล เกมที่ไม่มีกองกลางตัวรับ ทำให้เชลซีเล่นได้ง่ายขึ้น และโค่นแมนฯซิตี้ลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เท่ากับว่า 5 ปี ที่คุมแมนฯซิตี้ เป๊ปก็ยังไปไม่ถึงแชมป์ยุโรปเสียที ได้แค่เฉียดเท่านั้น

—————————

[ ตัดเกรด ]

สำหรับแมนฯ ซิตี้ นี่เป็นฤดูกาลที่พวกเขา มีมาตรฐานดีที่สุดถ้าเทียบกับทีมอื่นในพรีเมียร์ลีก อย่างไรก็ตาม ในซีซั่นหน้า ภารกิจอาจจะยากขึ้น เพราะแผน False 9 ก็เริ่มมีบางทีมจับทางได้แล้ว

เอาจริงๆ การใช้เควิน เดอ บรอยน์ ไปยืนในตำแหน่ง False 9 ก็ไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีที่สุดของเขา ปีที่แล้วเดอ บรอยน์ยิงได้ 13 ลูก 20 แอสซิสต์ แต่ปีนี้ ยิงได้ 6 ลูก 12 แอสซิสต์ ประสิทธิภาพหายไปราว 1 เท่าตัว (แต่ซีซั่นที่แล้วได้ลงมากกว่า ซีซั่นนี้ 10 นัด)

ปัญหาของเป๊ปที่ไม่ใช้กองหน้าตัวเป้าก็คือ ทั้งอาเกวโร่ และ เชซุส ไม่มีสกิลในการเชื่อมเกมกับเพื่อนร่วมทีม อาเกวโรเป็นกองหน้าดั้งเดิม เก่งในกรอบเขตโทษ ส่วนเชซุสเป็นพวกใช้ความเร็ว บางทีก็ยืนเป็นปีกได้ ดังนั้นถ้าหากแมนฯซิตี้ ได้กองหน้าที่ยิงได้ จ่ายบอลดี เชื่อมเกมเก่ง จะทำให้จิ๊กซอว์ทุกอย่างลงตัวทั้งหมด

ดังนั้นแฮร์รี่ เคน กองหน้าเจ้าของดาวซัลโว และดาวแอสซิสต์ ของพรีเมียร์ลีก จึงเป็นทางเลือกที่ลงตัวที่สุด เท่าที่กวาร์ดิโอล่าจะนึกถึงได้ อยู่ที่ว่าการเจรจาจะทำได้ลุล่วงหรือไม่ในช่วงซัมเมอร์นี้

สำหรับภาพรวมของฤดูกาลนี้ หลายๆคนให้เครดิตแมนฯ ซิตี้น้อยเกินไป บางคนบอกว่าแมนฯซิตี้ก็เก่งนะ แต่นั่นเป็นเพราะทีมอื่นพร้อมใจกันพลาดด้วยนั่นแหละ ถ้าเป็นฤดูกาลก่อนๆ 86 แต้ม ไม่ดีพอให้เป็นแชมป์ลีกได้หรอก บางคนก็จะคิดถึงนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีก ที่แพ้แบบน่าผิดหวัง เสียท่าโทมัส ทูเคิล ถึง 3 เกมติดต่อกัน

อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลที่ปัญหารุมเร้าขนาดนี้ แถมออกสตาร์ตได้อย่างย่ำแย่ การที่ทีมเรือใบค่อยๆ แก้ปัญหาทีละจุด จนคัมแบ็กกลับมาได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากเช่นกัน 2 โทรฟี่ 1 รองแชมป์ 1 รอบรอง นี่เป็นผลงานมาสเตอร์พีซสุดๆแล้ว

ส่วนเรื่องแชมป์ยุโรป ยังเป็นสิ่งที่เป๊ปทำไม่ได้ แต่ด้วยพลังเงินมหาศาลของชีคมันซูร์ และไฟที่ยังไม่มอดของเป๊ป ก็เชื่อได้ว่าเขาไม่ยอมแพ้แค่นี้อย่างแน่นอน

[ ตัดเกรด แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2020-21 : A+]


#รวว #แมนเชสเตอร #ซต #ฤดกาล #แชมปพรเมยรลก #เปป #กวารดโอล
ติดตามได้ที่เพจ https://www.facebook.com/jingjungfootball/

เว็บพนันออนไลน์ ฟุตบอล