การต่อสู้อันยาวนานของลิเวอร์พูล ที่เผชิญดราม่ามาตลอด 9 เดือนเต็ม ในที่สุด ก็ถึงบ…

การต่อสู้อันยาวนานของลิเวอร์พูล ที่เผชิญดราม่ามาตลอด 9 เดือนเต็ม ในที่สุด ก็ถึงบทสรุปเสียที นั่นคือคว้าอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ โดยภารกิจสุดท้ายกับคริสตัล พาเลซ จบที่ชัยชนะ 2-0 ตามสคริปต์ที่คาดไว้ ทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์ จะพาหงส์แดงกลับสู่เวทียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อย่างสง่างามในซีซั่นหน้า

เรื่องราวในเกมสุดท้ายของฤดูกาลแห่งความโกลาหลเป็นอย่างไร นี่คือบทสรุป 21 ข้อ จากเกมที่สนามแอนฟิลด์

1) ตั้งแต่ชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่โอลด์แทรฟฟอร์ด ทุกอย่างของลิเวอร์พูลอยู่ในกำมือของตัวเองหมด ขอแค่เอาชนะอีก 3 เกมที่เหลือ เวสต์บรอมฯ, เบิร์นลีย์ และ คริสตัล พาเลซได้เท่านั้น ทุกอย่างจบทันที พวกเขาจะคัมแบ็กสู่แชมเปี้ยนส์ลีก แอดมินบอกเสมอว่า ลิเวอร์พูลต้องสนใจแค่ตัวเอง ไม่ต้องสนใจใครทั้งนั้น

2) ลิเวอร์พูลเชือดเวสต์บรอมฯ จากลูกโหม่งของอลิสซอน ตามด้วยถล่มเบิร์นลีย์ 3-0 ความมั่นใจกลับคืนสู่ทีมอีกครั้ง การมาเจอคริสตัล พาเลซ ชั่วโมงนี้ จึงได้เปรียบทุกประตู

ยิ่งเกมนี้ เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปีกับอีก 2 เดือน ที่มีแฟนบอลเข้ามาชมเกมในสนามมากถึง 10,000 คน ยิ่งเป็นพลังใจให้หงส์แดงอย่างมหาศาล คือจริงอยู่ ตัวเลข 10,000 คน อาจจะไม่ได้เยอะนัก เทียบกับไซส์สนามที่จุหกหมื่น แต่อย่างน้อยมันก็มีเสียงเชียร์ดังมาจากอัฒจันทร์ก็แล้วกัน

3) โชคดีของลิเวอร์พูลด้วย ที่มาเจอกับคริสตัล พาเลซ เป็นทีมสุดท้าย เพราะพาเลซไม่ได้มีลุ้นอะไรอีกแล้ว ต่อให้ชนะ แพ้ หรือเสมอ อันดับก็สวิงขึ้นลง อยู่ในอันดับ 12-15 ราวๆนี้ ไม่ได้หนีตาย และไม่ได้ลุ้นโควต้าไปยุโรป นักเตะหลายคนใจลอยไปถึงการพักร้อนกันแล้ว ขณะที่ผู้จัดการทีมรอย ฮอดจ์สัน ก็ไม่ได้ต้องมาอุดเอาแต้มอะไร ก็เล่นไปเรื่อยๆ ตามจังหวะ เพราะจบเกมนี้เขาก็รีไทร์แล้ว ส่วนสภาพทีมก็ไม่ได้พร้อม คริสติย็อง เบนเตเก้ ที่ยิงมา 4 นัดติด ก็มาบาดเจ็บก่อนเกมพอดี

แถมสถิติการเจอกันครั้งหลังสุด ก็ยังข่มกันอยู่ ไม่มีใครลืมเกม “7-0” ที่เซลเฮิร์ส พาร์ก ได้ลง ถ้าหากเกมนั้นยิง 7 ลูกได้ เกมนี้จะไม่ยิงเลยสักลูกก็ให้มันรู้ไป

4) Passion ความกระหายอยากชนะ ของลิเวอร์พูลเหนือกว่าของพาเลซมากนัก โดยเจอร์เก้น คล็อปป์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเกมว่า “ถ้าเราจบท็อปโฟร์ได้ นี่จะเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผมเคยทำได้ ใช่ มันฟังดูพิลึก แต่มันเป็นเรื่องจริง” ถ้าย้อนกลับไปสัก 2 เดือน การได้ไปแชมเปี้ยนส์ลีก ดูจะเป็นความฝันที่ห่างไกลมากๆ แต่ตอนนี้เหลืออีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้น

5) บรรยากาศแอนฟิลด์เกมนี้คึกคักมาก และทีมงานถ่ายทำจากสกายสปอร์ต ก็ไม่ต้องใช้ “เสียงหลอก” ในโทรทัศน์อีกแล้ว (เพราะมีเสียงเชียร์จริงๆ) ขณะที่ก่อนเกม เราเห็นแฟนหงส์แดงชูป้ายไว้อาลัย “จอร์แดน แบงค์ส” เด็กน้อยวัย 9 ขวบ ที่โดนฟ้าผ่าระหว่างเล่นฟุตบอลจนเสียชีวิต ซึ่งจอร์แดน แบงค์ส ก็เป็นแฟนลิเวอร์พูลด้วย โดยเพื่อนๆตั้งฉายาให้เขาว่า มินิ-มิลเนอร์

6) อีกแบนเนอร์หนึ่งที่อยู่บนอัฒจันทร์ เขียนว่า Gini, Veni Vidi Vici นี่คือแบนเนอร์สดุดีจอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ที่จะเล่นให้ลิเวอร์พูลเป็นเกมสุดท้ายก่อนจะย้ายไปเล่นทีมอื่นในซีซั่นหน้า

Gini (จินี่) ก็คือชื่อย่อของเขา ส่วน Veni Vidi Vici เป็นภาษาลาติน แปลว่า “ข้ามา ข้าเห็น ข้าพิชิต” เป็นคำที่จูเลียส ซีซาร์ แห่งอาณาจักรโรมันใช้ เวลาไปสยบศัตรูต่างแดน ซึ่งในบริบทนี้ แฟนบอลก็จะสื่อว่า ไวจ์นัลดุม มาที่ลิเวอร์พูล เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสโมสร และสุดท้ายก็พิชิตชัยชนะได้อย่างสมบูรณ์

7) ไลน์อัพ 11 ตัวจริงของหงส์แดง ใช้ชุดเดิมกับที่ถล่มเบิร์นลีย์ คือในเมื่อคุณมีทีมที่ลงตัวอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไร เล่นไปตามจังหวะของตัวเองก็พอ จริงๆ รีส วิลเลียมส์ มีอาการเจ็บที่แฮมสตริงเล็กน้อย แต่เรียกความฟิตทันลงเล่นได้ตามปกติ ส่วนไลน์อัพตัวสำรอง เราเห็นจอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับ ดีโอโก้ โชต้า มีรายชื่ออยู่ด้วย ถ้าสถานการณ์ของทีมคับขันจริงๆ 2 คนนี้ก็พร้อมลงมาเป็นตัวโจ๊กเกอร์

8 ) เริ่มเกม พาเลซ ลุยสู้เหมือนกัน และมีโอกาสปั่นป่วนลิเวอร์พูลได้ในช่วงแรก ซาฮาซัดติดเซฟอลิสซอน ตามด้วย แอนดรอส ทาวน์เซ่น หลุดเดี่ยวแต่ยิงถากเสาไปนิดเดียว คือถ้ายิงหายไปสักลูกล่ะก็ ลิเวอร์พูลจะเครียดกว่านี้อีกสิบเท่า แต่เมื่อทำไม่ได้ โมเมนตั้มค่อยๆกลับมาเป็นของทีมหงส์แดงเรื่อยๆ

9) ลิเวอร์พูลได้ประตูนำ 1-0 จากจังหวะเตะมุม แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดเข้ากลาง รีส วิลเลียมส์ โหม่งเช็ดต่อถึงฟีร์มีโน่ ก่อนบอลจะทะลักมาเข้าทางซาดิโอ มาเน่ จิ้มจ่อๆเข้าไป สิ่งที่น่าสนใจคือ ความอันตรายของลิเวอร์พูลในลูกเตะมุมกลับมาอีกครั้ง นี่เป็นเกมที่ 4 ติดต่อกันแล้ว ที่ลิเวอร์พูลได้ประตูที่เกี่ยวข้องกับลูกคอร์เนอร์ ถ้าคิดว่าช่วงกลางฤดูกาล ใช้เตะมุมสิ้นเปลืองสุดๆ มาตอนนี้ พวกเขารู้วิธีมากขึ้นว่าจะใช้ประโยชน์จากเตะมุมยังไง

ถ้าเราสังเกต ก่อนจะได้ประตูนี้ ลิเวอร์พูลก็เกือบขึ้นนำ เมื่อโรเบิร์ตสันเตะมุมเร็ว มาให้วิลเลียมส์ได้โหม่งคนเดียวแบบ Free Header แต่วิลเลียมส์โหม่งออกไปเอง หรือเกมก่อนหน้านี้กับเบิร์นลีย์ ก็มีเตะมุมสั้นให้เห็น คือมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่เปิดบอมบ์อย่างไร้จุดหมายอย่างเดียว

10) จบครึ่งแรกลิเวอร์พูลนำ 1-0 เข้าครึ่งหลัง พาเลซ เล่นแบบไม่มีไฟเลย คือไม่ได้วิ่ง ไม่ได้ทุ่มเท อะไรมากมาย แค่ประคองตัวไม่ให้โดนถล่มก็พอแล้ว คือถ้าดูจากสกอร์นำอยู่แค่ 1 เม็ด ก็อาจจะเสียวอยู่ แต่เอาจริงๆ พาเลซ ไม่ได้กดดันอะไรขนาดนั้น ฮอดจ์สันไม่ได้ส่งกองหน้ามาบุกแหลกเพื่อทวงคืนให้ได้ เขาใช้โควต้าเปลี่ยนตัวแค่เจมส์ ทอมกิ้นส์ ที่เจ็บ เอาเจฟฟรีย์ ชลุปป์ลงมาแทน จากนั้นเก็บโควต้าตัวสำรองอีก 2 คน เอาไปใช้ท้ายเกม ที่ไม่ได้มีผลอะไรกับเกมแล้ว

11) ประตูปิดเกม 2-0 เกิดขึ้นนาทีที่ 74 นี่คือ ประตูแบบของแท้ และดั้งเดิมของทีมหงส์แดง นั่นคือเกมโต้กลับเร็วอันร้ายกาจที่สุด และทีมเวิร์กของ 3 ประสานที่เข้าขากัน จังหวะแรกเริ่มที่ ติอาโก้ อัลคันทาร่า ตัดบอลได้จากกรอบเขตโทษของตัวเอง จากนั้นไม่ต้องเซ็ตเกมช้าเขาออกบอลเร็วให้เทรนต์ แล้วส่งต่อให้ฟีร์มีโน่ทันที

เมื่อฟีร์มีโน่ได้บอล ซาลาห์รู้ว่าต้องทำอะไร เขาวิ่งฉีกไปหาพื้นที่ว่างทันที ซาลาห์ได้บอลแล้วเล่นชิ่ง 1-2 กับไวจ์นัลดุม ก่อนจ่ายให้มาเน่ ที่ยืนในพื้นที่โล่งที่สุด ก่อนที่มาเน่ จะซัดหายเข้าประตูไป โดยลูกนี้เริ่มจากที่ติอาโก้ตัดบอลได้ ถึงมาเน่ยิงเข้า ใช้เวลาแค่ 15 วินาทีเท่านั้น และสิ่งดีๆ ที่เราเห็นอีกอย่างคือ ได้เห็น 3 ประสานเล่นด้วยกันอย่างมีทีมเวิร์ก คือถ้าคิดจะทำจริงๆ ก็ทำได้

สถิติเผยว่า มาเน่ เป็นผู้เล่นที่ชอบยิงคริสตัล พาเลซ ที่สุด นี่เป็นเกมที่ 8 ติดต่อกันแล้วที่มาเน่ ยิงพาเลซได้ ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก มีนักเตะคนเดียวที่ยิงทีมเดิมติดกันได้ 8 หน นั่นคือโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ กับสโต๊ค ซิตี้

สำหรับมาเน่ การยิง 2 ลูกในเกมนี้ ทำให้เขายิงได้ในลีกเป็นจำนวน 11 ลูก โดยในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา มาเน่ไม่เคยยิงได้ต่ำกว่า 2 หลักมาก่อน จริงๆถ้าเกมนี้ยิงไม่ได้ ก็จะเป็นครั้งแรกที่เขายิงได้แค่หลักหน่วย แต่พอซัด 2 ลูกแบบนี้ เขาก็เลยรักษาสถิติเดิมของตัวเอง เอาไว้ได้อีกปี

12) เมื่อนำ 2-0 แล้ว ลิเวอร์พูลได้ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกแล้วชัวร์ๆ ตอนนี้โฟกัสจึงอยู่ที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จะยึดดาวซัลโวได้หรือไม่ เพราะก่อนเกม เขาเสมอกับแฮร์รี่ เคน อยู่ที่ 22 ลูกเท่ากัน แต่เคนซัดเลสเตอร์ไปแล้ว 1 ลูก แซงเป็น 23 ต่อ 22 ดังนั้นซาลาห์ต้องยิง 1 เม็ดเพื่อตีเสมอ

เราจึงเห็นซาลาห์ เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว เขามีช่องแอสซิสต์ให้มาเน่ ได้เน้นๆ 2 ครั้ง คือมาเน่ยืนพื้นที่โล่งๆ ถ้าจ่ายก็เข้าเลย แต่ซาลาห์เลือกจะยิงเอง ซึ่งก็ติดเซฟ 1 หน และยิงออก 1 ที ถ้าเราสังเกตทั้งสองช็อตนี้ มาเน่ไม่ได้ว่าอะไรเลย ไม่ได้ชักสีหน้าหงุดหงิดใจอะไรเลยด้วย เพราะเขาก็รู้สถานการณ์ดีนั่นแหละ ว่าซาลาห์กำลังสู้เพื่ออะไรอยู่

สุดท้ายซาลาห์ก็ยิงไม่ได้ นั่นทำให้เขาพลาดการได้ดาวซัลโว 3 สมัยของพรีเมียร์ลีก โดยเป็นแฮร์รี่ เคน ที่เอาชนะไปได้อย่างฉิวเฉียด

13) สถานการณ์จากอีกสองสนาม ยิ่งทำให้ลิเวอร์พูลเล่นง่ายมาก ทั้งเชลซี และ เลสเตอร์ ตามหลังคู่แข่งทั้งคู่ ดังนั้นลิเวอร์พูลจึงเล่นด้วยความสบายใจ คล็อปป์ก็ไม่ต้องโหมเกมบุกอะไร แต่ประคองตัวไปเรื่อยๆให้หมดเวลา สุดท้ายเกมจบ 90 นาทีด้วยสกอร์ 2-0 ในรูปเกมที่ข่มอย่างเด็ดขาด ทั้งครองบอลมากกว่า (69.6% ต่อ 30.4%), โอกาสยิงมากกว่า (19 ครั้ง ต่อ 5 ครั้ง), จ่ายบอลเข้าเป้ามากกว่า 2 เท่า (588 ครั้ง ต่อ 263 ครั้ง) และ เตะมุมมากกว่า (14 ครั้ง ต่อ 1 ครั้ง)

14) นัดสุดท้ายของฤดูกาล มีนักเตะหลายคน ที่ทำมาตรฐานได้ดี คู่เซ็นเตอร์แบ็ก รีส วิลเลียมส์ กับ แนท ฟิลลิปส์ จบด้วยการคลีนชีท ในช่วงยี่สิบนาทีแรก แนท ฟิลลิปส์ มีมั่วมีหลุดบ้าง แต่หลังจากนั้นก็เรียกสติกลับมาได้ ทั้ง 2 คน สู้สุดใจจนคิ้วแตกทั้งคู่ โดยเฉพาะวิลเลียมส์ ต้องเข้าไปเย็บที่ห้องแต่งตัวในช่วงท้ายครึ่งแรกเลยด้วย

เกมนี้กล้องจับภาพ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ และ โจ โกเมซ บ่อยมาก เพราะแน่นอนว่า ในปีหน้าทั้ง 2 คนจะคัมแบ็กกลับมาแล้ว ยังไม่รวมโจเอล มาติป ที่อนาคตอาจอยู่ต่อ และเซ็นเตอร์ตัวใหม่ที่อาจซื้อเข้ามาอย่างโกนาเต้ มันสื่อให้เห็นว่า ปีหน้าฟิลลิปส์กับวิลเลียมส์ คงจะไม่ได้มายืนคู่กันทุกๆนัดแบบนี้อีกแล้ว

สุดท้ายแฟนหงส์แดง ก็คงไม่สามารถกล่าวคำอะไร ได้ดีกว่าขอบคุณ ความทุ่มเทของทั้งสองคน ทั้งๆที่เป็นเซ็นเตอร์แบ็กเบอร์ 4 และเบอร์ 5 ของทีม แต่ก็ยังตั้งใจเล่น และพัฒนาตัวเองเต็มที่ จนทีมไปถึงเป้าหมายแชมเปี้ยนส์ลีกในที่สุด

15) อีกหนึ่งไฮไลท์ที่สำคัญในนัดนี้ คือเกมสุดท้ายของไวจ์นัลดุม ซึ่งก็นับว่า เขาเล่นได้อย่างไว้ลาย วิ่งเต็มที่ตลอดเกม และมีส่วนกับประตูที่ 2 ด้วย คล็อปป์เปลี่ยนตัวเขาออกนาทีที่ 77 ให้โอกาสไวจ์นัลดุมได้เดินออกจากสนาม พร้อมการสแตนดิ้ง โอเวชั่นของแฟนๆ ถือเป็นภาพที่น่าประทับใจมาก

ไวจ์นัลดุม ย้ายมาลิเวอร์พูลในช่วงซัมเมอร์ปี 2016 และร่วมงานกับคล็อปป์มา 5 ปีเต็ม เขาย้ายมาตอนอายุ 25 ปี และจากทีมไปตอนอายุ 30 ได้ทั้งแชมป์ลีก และแชมป์ยุโรป ถือเป็นการปิดฉากที่สมบูรณ์กับสโมสร โดยหลังเกมจบ มีการตั้งแถวเกียรติยศ ให้ไวจ์นัลดุมอีกด้วย

คล็อปป์กล่าวว่า ไวจ์นัลดุมคือ Legend และจากสโมสรไปอย่างควรค่าแก่การจดจำ ซึ่งแน่นอน มีหลายเกมที่เขาเล่นแย่บ้างในปีนี้ แต่ถ้าดูจากผลงานโดยรวม มีไวจ์นัลดุมไว้ ก็มีประโยชน์มาก และ 2 ประตูที่เขายิงบาร์เซโลน่าได้ในแชมเปี้ยนส์ลีก ซีซั่น 2018-19 มันคือรากฐานความสำเร็จของลิเวอร์พูลที่ลากยาว มาถึงปีแชมป์ด้วย

สาเหตุที่ไวจ์นัลดุมย้ายทีมนั้น ชัดเจนว่าเป็นเรื่องค่าเหนื่อย รายงานเผยว่าไวจ์นัลดุมรับค่าจ้างอยู่ที่ 90,000 ปอนด์ ซึ่งเป็นสัญญาที่เซ็นกันไว้ตั้งแต่ปี 2016 ในมุมของลิเวอร์พูล ไวจ์นัลดุมมีอายุ 30 ย่าง 31 ดังนั้นค่าเหนื่อยถ้าจะเซ็นกันใหม่ก็ควรคงอยู่ที่เรตนี้แหละ อาจจะลดลงนิดหน่อย

แต่ไวจ์นัลดุมก็มองว่า ฝีเท้าของนักเตะที่คว้าแชมป์มาแล้วมากมาย แถมเป็นตัวจริงทีมชาติฮอลแลนด์ มันก็ควรจะอัพเป็นระดับ 1 แสน ถึง 1.5 แสน ได้แล้ว ถ้าย้ายไปที่อื่น เขาก็คงได้เงินมากกว่านี้ ซึ่งเมื่อสุดท้ายไวจ์นัลดุมปล่อยให้หมดสัญญาแล้วย้ายตัวด้วยกฎบอสแมน ตัวเลข 1.5 แสนที่เขาอยากได้ ก็ควรจะได้ โดยไม่มีปัญหา

16) นอกจากไวจ์นัลดุม ที่ได้รับแถวเกียรติยศแล้ว อีกคนที่ได้รับเช่นกันคือ เกรแฮม คาร์เตอร์ ผู้ดูแลเสื้อผ้านักเตะหรือ Kitman ที่รับใช้สโมสรมา 35 ปี โดยคาร์เตอร์ เริ่มต้นจากเป็นคนขับรถบัสของสโมสร ในปี 1986 จากนั้นพอขับมา 13 ปี เชราร์ อุลลิเยร์ แนะนำให้ลองรับบทบาทใหม่ เป็น Kitman คอยดูแลเสื้อผ้านักกีฬา ซึ่งคาร์เตอร์ก็ตอบรับโดยดี โดยหน้าที่ของเขาคือประสานงานกับบริษัทผู้ผลิตเสื้อแข่งทุกยุค ตั้งแต่ อาดิดาส, วอร์ริเออร์ส สปอร์ต, นิว บาลานซ์ รวมถึงไนกี้ เพื่อให้นักเตะทุกคน ได้ชุดแข่งตามความต้องการของตัวเอง

ในสโมสรฟุตบอลนั้น ไม่ได้มีแค่นักเตะ สตาฟฟ์ และผู้บริหารเท่านั้น แต่มดงานที่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างแข็งขัน ก็ควรค่ากับการได้เครดิตเช่นเดียวกัน และนี่คือสิ่งที่ลิเวอร์พูลทำ พวกเขาเชิดชูบุคลากรเหล่านี้ ทำให้เห็นว่าทุกหน้าที่ล้วนมีคุณค่ากับสโมสรทั้งหมด

17) สำหรับบรรยากาศของลิเวอร์พูลหลังจบเกม เต็มไปด้วยความชื่นมื่น การได้สิทธิ์แชมเปี้ยนส์ลีก ถือเป็นเรื่องเกินฝันมาก เพราะถ้าย้อนกลับไป 1-2 เดือนก่อนหน้านี้ แทบจะหมดหวังไปแล้ว แต่นี่ไม่ใช่แค่ได้สิทธิ์เฉยๆ แต่เป็นการจบอันดับ 3 อีกด้วย

ถ้าย้อนกลับไป ตอนมีเรื่องยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก พอลิเวอร์พูลประกาศว่าจะเข้าร่วมด้วย แล้ววันต่อมา ต้องไปเยือนลีดส์ ยูไนเต็ด นักเตะลีดส์ใส่เสื้อมาหลอกด่าหงส์ว่า “Champions League : EARN IT!” แปลว่า อยากไปแชมเปี้ยนส์ลีกน่ะหรอ? ทำตัวเองให้ติดท็อปโฟร์ให้ได้สิวะ อย่ามาใช้วิธีทางลัดด้วยการจัดตั้งซูเปอร์ลีก ซึ่งเมื่อเกมกับคริสตัล พาเลซจบลง บทสรุปลิเวอร์พูลได้ไปแชมเปี้ยนส์ลีกด้วยมือตัวเอง ก็มีคนเอาภาพนี้มารีรันอีกครั้ง แล้วสวนกลับไปว่า “เออ ทำเองก็ได้!”

18) เจอร์เก้น คล็อปป์ อธิบายความรู้สึกของตัวเองหลังเกมจบว่า “ถ้ามองจากคนนอก คุณอาจไม่เข้าใจว่ามันยิ่งใหญ่แค่ไหน คนนอกมองลิเวอร์พูล ก็จะคิดว่าเราต้องชนะ เราต้องเป็นแชมป์ แต่ถ้าคุณเจอปัญหารุมเร้าอย่างที่เราเจอในปีนี้การมาถึงจุดนี้ได้ ก็เหลือเชื่อมากแล้ว แน่นอนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นแชมป์ลีก พวกเขามีซีซั่นที่ยอดเยี่ยม และเราก็ยินดีด้วย แต่แค่เราไม่ได้เป็นแชมป์ ไม่ได้แปลว่าเราไปไม่ถึงเป้าหมายอะไรเลย เมื่อเรารู้ว่าไปไม่ถึงแชมป์ เรามองไปที่การได้กลับไปเล่นในฟุตบอลยุโรปให้ได้ และเราก็ทำได้ มันรู้สึกดีมากจริงๆ”

จริงอยู่ไม่มีรางวัลแบบจับต้องได้ให้คนได้อันดับ 3 แต่ในมุมของคล็อปป์นั้น ปีที่เจอมรสุมขนาดนี้ การได้อันดับ 3 มันก็มีคุณค่าเหมือนได้แชมป์อะไรสักอย่างแล้ว คล็อปป์เองก็คงขออะไรมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

19) ลิเวอร์พูลจบฤดูกาลด้วยการเป็นอันดับ 3 ที่น่าสนใจคือ พวกเขามีศักยภาพเกมรุกเป็นอันดับ 3 ของลีก ยิงได้ 68 ลูก ตามหลังแมนฯซิตี้ (83 ลูก) และ แมนฯยูไนเต็ด (73 ลูก) แค่ 2 ทีมเท่านั้น เช่นเดียวกับเกมรับที่แข็งแกร่งที่สุดอันดับ 4 ของลีก เสียไป 42 ลูก ตามหลังแค่แมนฯซิตี้ (32 ลูก),เชลซี (36 ลูก) และ อาร์เซน่อล (39 ลูก)

ในภาพรวมการยิงได้สูงสุดอันดับ 3 และ เสียประตูน้อยสุดอันดับ 4 ก็พอจะเห็นได้อยู่ว่า พวกเขาทะยานมาอยู่จุดนี้ได้อย่างคู่ควรจริงๆ

เพราะถ้าคิดว่าเกมรุกที่สามกองหน้าผลัดกันฝืดขนาดนั้น ทีมยังยิงได้เยอะสุดอันดับ 3 และเกมรับที่ต้องเปลี่ยนเซ็นเตอร์แบ็ก 18 คู่ในฤดูกาลเดียว ยังแข็งแกร่งที่สุดอันดับ 4 ได้ ก็นับว่าน่าภูมิใจมากแล้ว

ณ เวลานี้ หงส์แดงปิดฤดูกาลเรียบร้อยแล้ว พวกเขาเริ่มต้นสวย จบคริสต์มาสด้วยการเป็นจ่าฝูง แต่ก็เจอปัญหารุมเร้า นักเตะตัวหลักเจ็บหมด คล็อปป์เองก็แก้แผนทีมที่แพ็กเกมรับแน่นไม่ได้ จนเสียแต้มรัวๆ ในช่วงกลางฤดูกาล แต่ก็มาคัมแบ็กได้ใน 10 นัดสุดท้าย ไม่แพ้ใครเลย ชนะ 8 เสมอ 2 จนตีตื้นกลับมาได้อันดับ 3 ได้สำเร็จ

20) จากนี้ไปนักเตะหลายๆคน ก็จะไปแข่งขันในยูโร 2021 และตัวคล็อปป์กับทีมงาน ก็ต้องเดินหน้าเต็มกำลังในตลาดซื้อขายนักเตะ ตำแหน่งที่ต้องหาแน่ๆ คือมิดฟิลด์ตัวกลาง ที่จะมาแทนที่ไวจ์นัลดุม , แบ็กขวาที่สามารถโรเทชั่นกับอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ได้, แนวรุกที่อยู่ในเกรดเดียวกับ 3 ประสาน และ เซ็นเตอร์แบ็กระดับคุณภาพ รับรองได้เลยว่าตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้ของหงส์แดง ลุกเป็นไฟชัวร์ๆ

21) ปีนี้จบไปแล้ว แม้จะกุกกัก แต่ก็ถือว่านัดสุดท้ายลงเอยด้วยแฮปปี้เอ็นดิ้ง จากนี้ไปทุกคนไปพักผ่อนกันก่อน แล้วค่อยกดปุ่มรีสตาร์ท เริ่มต้นใหม่ ด้วยการให้ตัวเจ็บๆ หายกลับมาครบให้หมด เริ่มต้นใหม่ด้วยการได้นักเตะเกรดเอมาเสริมทัพ และเริ่มต้นใหม่ ด้วยการได้แฟนคืนสนามแบบเต็มๆแอนฟิลด์สักที

เมื่อได้ทุกอย่างครบในมือ ถึงจุดนั้นลิเวอร์พูลจะกระโดดเข้ามาร่วมไล่ล่าแชมป์ลีกอีกครั้ง
.
#LIVERPOOL

————————–

ในที่สุดหงส์แดงก็ติดท็อปโฟร์ และขอบคุณแบรนด์ Suzuki รถยนต์คุณภาพที่สนับสนุนวิเคราะห์บอลจริงจังอย่างดีเสมอมานะครับ

รถอีโคคาร์ อันดับหนึ่งในตลาด ไม่มีใครเกิน Suzuki Swift ครับ วันนี้กับ New Swift สวิฟต์รุ่นใหม่เปลี่ยนไมเนอร์เชนจ์ มีอ็อปชั่นดีๆเสริมเข้ามาเพียบเลย คู่ควรมากกับการเสียเงินซื้อ ไม่ว่าจะเป็นรถคันแรกของ First Jobber หรือ รถคันที่ 2 ของครอบครัวใหญ่ ผมว่า Swift ตอบโจทย์ได้ดีมากๆครับ

Swift คือรถเล็กที่คุณภาพคับแก้ว ตอนนี้มีระบบ Idling stop ที่จะช่วยประหยัดน้ำมันมากกว่าที่เคย ด้านในรถมีจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว ที่รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อม Cruise control ฟังค์ชั่นอัดแน่นเกินกว่าจะเป็นรถอีโคคาร์นะครับ

ส่วนราคาผมว่าก็อยู่ในระดับที่รับได้นะ รุ่น GL – 557K ส่วนรุ่น GLX 629K กับคุณภาพขนาดนี้ถือว่าคุ้มแล้วครับ ใครที่อยากทดลองขับ ติดต่อได้เลยที่ศูนย์ซูซูกิทั่วประเทศนะครับ
.
#NewSuzukiSwift


#การตอสอนยาวนานของลเวอรพล #ทเผชญดรามามาตลอด #เดอนเตม #ในทสด #กถงบ
ติดตามได้ที่เพจ https://www.facebook.com/jingjungfootball/

เว็บพนันออนไลน์ ฟุตบอล