[เรอัล มาดริด กับบาร์เซโลน่า เป็นสองสโมสรที่มีความเกลียดชังกันมากที่สุด การเจอกัน…,2021-04-10 12:20:56

เรอัล มาดริด กับบาร์เซโลน่า เป็นสองสโมสรที่มีความเกลียดชังกันมากที่สุด การเจอกัน…
เรอัล มาดริด กับบาร์เซโลน่า เป็นสองสโมสรที่มีความเกลียดชังกันมากที่สุด การเจอกันของ 2 ทีมนี้ ต้องอยู่หรือไม่ก็ตายกันไปข้าง

สำหรับแฟนๆ ฮาร์ดคอร์บางคน ไม่ได้แชมป์ไม่เป็นไร ขอให้ได้อัดอีกฝ่ายให้เละถือเป็นอันพอใจ แบบนี้ก็มี

ความคับแค้นของ 2 สโมสรนี้ มีแบ็กกราวน์ มาจากเรื่องการเมืองเป็นหลัก อธิบายคือในอดีตประเทศสเปน มีการปกครองแบบสาธารณรัฐ กล่าวคือ รัฐบาลกลางจะยอมให้แคว้นคาตาลุนย่ามีอิสระในการปกครองตัวเองบางส่วน และอนุญาตให้ใช้ภาษาของตัวเองได้ อย่างพวกป้ายโฆษณาตามท้องถนน ใช้ภาษาคาตาลันได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาสเปนกลาง รัฐบาลยินดีให้คุณสามารถคงอัตลักษณ์ของคุณไว้ได้

ในยุคนั้น รัฐบาลสเปนทราบดีว่า คาตาลันมีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ดังนั้นจึงใช้การปกครองด้วยความเข้าอกเข้าใจ นั่นทำให้ชาวสเปน กับชาวคาตาลัน ใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุขมาเรื่อยๆ จริงอยู่ว่ามีกลุ่ม movement อยากเรียกร้องขอเอกราชบ้าง แต่ยังไม่รุนแรงอะไร เพราะคนส่วนใหญ่ยังแฮปปี้ในการรวมประเทศกับสเปนอยู่

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ในปี 1936 เมื่อนายพลฟรังโก้ยึดอำนาจ เปลี่ยนสเปนกลายเป็นรัฐเผด็จการ และเขาได้นำแนวคิด “ขวาจัด” เข้ามาด้วย คือการลดทอนพลังของความหลากหลายทางวัฒนธรรม และพยายามรวมทุกคนให้กลืนกลาย เป็นสเปนทั้งหมด

นายพลฟรังโก้ เพิกถอนสิทธิ์การปกครองตนเองชาวคาตาลัน สั่งห้ามใช้ภาษาท้องถิ่น มีกฎหมายบีบบังคับเพิ่มขึ้นหลายข้อ จุดประสงค์เพื่อให้ชาวคาตาลันเปลี่ยนตัวเองมาเป็นคนสเปนโดยสมบูรณ์

การกระทำแบบนั้น ทำให้ชาวคาตาลัน สั่งสมความไม่พอใจ จากเดิมที่ “อยู่ในประเทศเดียวกันได้ ด้วย 2 วัฒนธรรม” แต่พอมาโดนบังคับแบบนี้ พวกเขาไม่สามารถทนได้อีกต่อไป

ถ้านึกภาพแบบเข้าใจง่าย ถ้าวันหนึ่งอังกฤษ สั่งให้สกอตแลนด์ เลิกคิดว่าตัวเองเป็นสกอตติช แล้วให้เปลี่ยนตัวเองมาเป็นอังกฤษซะ ถามว่าคนสกอตติชจะรับได้ไหม? ซึ่งอังกฤษก็ไม่ได้ทำแบบนั้น แต่พวกเขาเลือกใช้การปกครองแบบสหราชอาณาจักรแทน คือวางระบบปกครองแบบหลวมๆ มี 4 ประเทศ (อังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และ ไอร์แลนด์เหนือ) อยู่ใน 1 อาณาจักร

การกดดันของนายพลฟรังโก้ มีความหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดขบวนการปลดแอกคาตาลันขึ้น คราวนี้ฝั่งคาตาลันไม่ขออยู่ร่วมกับสเปนแล้ว แต่ต้องการแยกประเทศไปเลย ซึ่งแน่นอนว่าฝั่งสเปนยอมไม่ได้ ใครจะยอมให้ประเทศโดนตัดแบ่งออกไปแบบนั้น นั่นทำให้เกิดการประท้วง และการปะทะอยู่เรื่อยๆ ระหว่าง 2 ฝ่าย ติดต่อกันมาหลายปี

ความบาดหมางในโลกการเมือง ซึมซับเข้ามาในโลกฟุตบอลด้วย นั่นเพราะสโมสรเรอัล มาดริด เป็นทีมจากเมืองหลวง เป็นสัญลักษณ์ของประเทศสเปน แต่สโมสรบาร์เซโลน่า คือทีมจากแคว้นคาตาลัน นี่คือความภูมิใจของชาวเมืองเช่นกัน และในเมื่อทั้งสองฝ่ายไม่สามารถถือปืนมาไล่ยิงอีกฝ่ายได้ ก็ใช้ “ฟุตบอล” เป็นการปลดปล่อยความก้าวร้าวที่มีในใจออกไป

มันหมายความว่า นักเตะเรอัล มาดริด และนักเตะบาร์เซโลน่า เปรียบเสมือนทหาร ที่เหล่าชาวเมืองคาดหวังว่าจะทำลายอีกฝ่ายให้ราบเป็นหน้ากลองนั่นเอง

ปัญหาที่สั่งสมความแค้นให้บาร์เซโลน่าในอดีตคือ นายพลฟรังโก้ ต้องการให้เรอัล มาดริดชนะทุกปี เพื่อแสดงอำนาจว่า สเปนยิ่งใหญ่กว่าคาตาลันเสมอ และเขาต้องการให้พวกคาตาลันสำนึกถึงความต่ำต้อยของตัวเอง ไม่กล้าหืออือกับรัฐบาลกลางอีก

หลายสิ่งที่นายพลฟรังโก้ ใช้อำนาจบีบฝั่งสโมสรบาร์เซโลน่า ไม่ว่าจะเป็น

– การสั่งห้ามใช้ภาษาคาตาลันในสนามฟุตบอล
– การสั่งห้ามเลือกตั้งประธานสโมสร แต่จะส่งคนของรัฐบาลสเปน ไปปกครองเป็นประธานสโมสรเอง
– บังคับให้นักเตะในทีมก่อนแข่ง ชูมือทำท่าฟาสซิสต์เพื่อทำความเคารพนายพลฟรังโก้
– บังคับให้เอาธงคาตาลัน ออกจากทุกสัญลักษณ์ที่มีในสโมสร

รวมไปถึงเหตุการณ์อัปยศที่สุด ในวันที่ 19 มิถุนายน 1943 การแข่งขันฟุตบอลรายการโกปา เดล เจเนราลิซิโม่ รอบรองชนะเลิศ เลกที่ 2 ที่สนามเอสตาดิโอ ชามาร์ติน บ้านของเรอัล มาดริด

ในเลกแรกบาร์ซ่าเล่นที่บ้านตัวเอง เอาชนะสบายๆ 3-0 กุมความได้เปรียบเยอะ ใครๆก็คิดว่าพวกเขาคงผ่านเข้าชิงสบายๆ ยังไงก็ไม่แพ้ห่าง 3 ลูกหรอก แต่ก่อนเกมฟุตบอลจะเริ่มขึ้น นายพลฟรังโก้ ได้ส่งผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงของประเทศ เข้าไปหานักเตะบาร์เซโลน่าที่ห้องแต่งตัว แล้วพูดว่า การที่รัฐบาลสเปนอนุญาตให้มีแคว้นคาตาลุนย่าอยู่ในประเทศ นับว่าเป็นความกรุณาขนาดไหนแล้ว สำนึกในความโชคดีของตัวเองบ้าง และถ้าเกมนี้จบลงโดยเรอัล มาดริดตกรอบ ก็ไม่รับรองว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับนักเตะบาร์ซ่า

เริ่มเกมในสนาม มีแฟนบอลเรอัล มาดริด ขว้างของใส่ผู้รักษาประตูบาร์เซโลน่าเป็นระยะๆ และมีคนวิ่งลงสนามมาขู่นักเตะบาร์ซ่าหลายหน มิงโก้ บัลมันย่า อดีตนักเตะบาร์เซโลน่าที่ลงเล่นในเกมนั้น เล่าว่าตลอดเกม พวกเขาโดนด่าว่า “ไอ้หมาคาตาลัน”

แม้บรรยากาศจะรุนแรงแค่ไหน แต่กรรมการตัดสินเกมนั้น ไม่กล้าทำอะไรเลย สุดท้ายก็ปล่อยให้เกมเล่นต่อไปเรื่อยๆ นักเตะบาร์ซ่าเล่นด้วยความหวาดกลัว สุดท้ายจบครึ่งแรก เรอัล มาดริดนำ 8-0

และเมื่อจบ 90 นาที เรอัล มาดริดชนะ 11-1 รวมผลสองนัด มาดริดเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 11-4

ในวันนั้นบาร์ซ่าเล่นฟุตบอลแบบไม่เป็นตัวเอง พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีชีวิตรอดออกไปจากสนามในวันนั้นหรือไม่ ซึ่งมุมของนายพลฟรังโก้ โทรฟี่มันชื่อว่า โกปา เดล เจเนราลิซิโม่ (ศึกชิงโทรฟี่นายพล) ดังนั้นก็ตามชื่อรายการ เขาคงไม่ยอมให้บาร์เซโลน่ากล้าหาญมาคว้าแชมป์ในโทรฟี่ใบนี้ได้แน่ๆ

“เราจะสังเกตได้ว่า เรอัล มาดริดไม่เคยกล่าวถึงแมตช์นี้เลย นั่นเพราะเกมนั้นมันไม่ใช่ฟุตบอล” โจน บาเรา นักประวัติศาสตร์ชาวสเปนเผย “การที่เรอัล มาดริด พลิกเข้ารอบมันมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่ที่น่าประหลาดใจคือผลการแข่งขันที่เละเทะจนเหลือชื่อขนาดนั้น สิ่งที่ฝั่งเรอัล มาดริดต้องการ คือทำให้บาร์เซโลน่าอับอายมากที่สุด”

“เกมนี้ ถูกเรียกว่าแมตช์แห่งอัปยศ ตามปกติถ้าคุณชนะในเอล กลาสิโก้ขนาดนี้ คุณคงหยิบมาเล่าไม่รู้จบ แต่ในปัจจุบันฝั่งเรอัล มาดริดก็ไม่ภูมิใจเหมือนกัน ที่อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซง มันแสดงให้เห็นถึงวันที่ประเทศสเปนต้องอยู่อย่างมืดมิดภายใต้เผด็จการ”

ทุกสิ่งทุกอย่าง สั่งสมความแค้นใจให้ฝั่งบาร์เซโลน่า ถ้าเล่นกันแฟร์ๆในสนาม พวกเขาไม่กลัว แต่เมื่อเอาอำนาจรัฐ เข้ามายุ่งเรื่อยๆ มันจึงไม่ใช่แค่ฟุตบอลแล้ว แต่เหมือนสโมสรบาร์ซ่าเป็นที่ระบายของนายพล ที่ไม่สามารถลงไม้ลงมือกับประชาชนได้ ก็มาเล่นงานสโมสรฟุตบอลแทน

ความขัดแย้งของเรอัล มาดริด กับบาร์เซโลน่ามีมาอย่างต่อเนื่อง และมีอีกหนึ่งเคสที่ถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ นั่นคือการย้ายตัวของ “อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่” กองหน้าอัจฉริยะแห่งยุคชาวอาร์เจนติน่า

ดิ สเตฟาโน่ แจ้งเกิดที่ริเวอร์เพลท ตั้งแต่อายุ 19 ปี ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกได้ 2 สมัย จากนั้น ตอนอายุ 23 ปี พอหมดสัญญากับริเวอร์เพลท เขาย้ายไปอยู่กับมิลโลนาริออส ในลีกโคลอมเบีย ซึ่งก็ยังมีมาตรฐานดีเหมือนเดิม ยิงประตูกระจุยจนช่วยสโมสรคว้าแชมป์ลีกโคลอมเบีย 3 สมัย ว่ากันง่ายๆ ดิ สเตฟาโน่ คือผู้เล่นที่ร้อนแรงที่สุดในทวีปอเมริกาใต้

มีนาคม 1952 เรอัล มาดริด จัดทัวร์นาเมนต์ฉลอง 50 ปีของสโมสร โดยเชิญมิลโลนาริออส และสโมสรนอร์โคปิ้งจากสวีเดน มาแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรสามเส้า ปรากฏว่า มิลโลนาริออส คว้าแชมป์ได้อย่างสวยงาม โดยเกมที่ปะทะกับเรอัล มาดริด ดิ สเตฟาโน่ยิง 2 ลูก ช่วยให้ทีมชนะ 4-2

หลังแข่งสามเส้าเสร็จ มิลโลนาริออส ก็เดินสายเวิลด์ทัวร์ ไปแข่งที่ฮังการี ตามด้วยที่อุรุกวัย ซึ่งก็ชนะทุกนัดที่ลงเล่น โดย ดิ สเตฟาโน่ ยิงประตูกระจุยทุกเกม

เมื่อฟอร์มเป็นที่ประจักษ์ขนาดนี้ ทำให้ในช่วงซัมเมอร์ 1952 บาร์เซโลน่าเป็นทีมแรกที่ขยับตัวอย่างรวดเร็ว พวกเขาต้องการซื้อตัวดิ สเตฟาโน่ มาเสริมทัพ คือถ้าได้หัวหอกระดับนี้ เอามาเล่นร่วมกับลาซโล คูบาล่า และ หลุยส์ ซัวเรซ ล่ะก็ น่าจะเป็น 3 แนวรุกที่ไร้เทียมทานจนใครก็ต้านไม่อยู่

กฎของสหพันธ์ฟุตบอลสเปนขณะนั้น คือถ้าคุณจะซื้อตัวผู้เล่นต่างชาติ มีเงื่อนไขสำคัญคือ คุณต้องได้รับลายเซ็นยินยอมจากสโมสรต้นสังกัด ที่ได้รับการรับรองจากฟีฟ่า ถ้าสโมสรปัจจุบันยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับฟีฟ่า ก็ต้องไปเอาลายเซ็นจากสโมสร “ล่าสุด” ที่ขึ้นทะเบียนกับฟีฟ่าแล้ว

ประเด็นคือในปี 1952 สโมสรมิลโลนาริออส ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับฟีฟ่าเอาไว้ ส่งผลให้บาร์เซโลน่าต้องไปขอลายเซ็นจากริเวอร์เพลท ซึ่งเป็นสโมสรล่าสุดของดิ สเตฟาโน่ ที่ขึ้นทะเบียนกับฟีฟ่าแล้ว

บาร์ซ่าได้ลายเซ็นมาเรียบร้อย และตัวดิ สเตฟาโน่ ก็ย้ายมาลงเล่นเกมปรีซีซั่นกับบาร์เซโลน่าในปี 1952-53 แล้วด้วย อย่างไรก็ตาม ก่อนจะถึงวันลงทะเบียนนักเตะสำหรับฤดูกาลใหม่ รัฐบาลสเปนภายใต้การนำของนายพลฟรังโก้ ได้ออกกฎใหม่ เกี่ยวกับการซื้อตัวต่างชาติ นั่นคือนักเตะที่ย้ายมาสเปน ต้องได้ลายเซ็นจากสโมสรต้นสังกัดที่แท้จริงของนักเตะคนนั้น โดยไม่จำเป็นว่า สโมสรจะอยู่ภายในการรับรองของฟีฟ่าหรือไม่

ทันทีที่เปลี่ยนกฎ เรอัล มาดริด เดินหน้ารวดเร็ว ติดต่อขอลายเซ็นจากสโมสรมิลโลนาริออสได้สำเร็จ กลายเป็นว่าเรอัล มาดริด เลยกลายเป็น มีสิทธิ์ได้ตัวดิ สเตฟาโน่ถ้าอ้างอิงจากกฎใหม่

เรื่องนี้บาร์เซโลน่าไม่ยอม เพราะพวกเขาดีลทุกอย่างไว้หมดแล้ว เขาทำตามกฎแรกสุดที่บอกให้ไปคุยกับสโมสรล่าสุดที่ฟีฟ่ารับรอง บาร์ซ่าก็เลยไปดีลกับริเวอร์เพลท จนทุกอย่างจบแล้ว เคลียร์แล้ว นักเตะก็ลงเล่นปรีซีซั่นไปแล้วด้วย

แต่ฝั่งเรอัล มาดริด ก็ตอบโต้ว่า ก็กฎล่าสุดมันเป็นแบบนี้ และพวกเขาได้ลายเซ็นจากมิลโลนาริออส ซึ่งเป็นสโมสรที่แท้จริงของนักเตะ แล้วบาร์ซ่าจะมาบ่นอะไร ยอมรับกฎกติกาใหม่ไปสิ

การโต้เถียงยืดเยื้อกันเป็นปี ไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายสหพันธ์ฟุตบอลสเปน เป็นคนตัดสิน และให้แบ่งกรรมสิทธิ์ดิ สเตฟาโน่ ให้เรอัล มาดริด กับบาร์เซโลน่าสลับใช้งานคนละปี

1953-54 : เรอัล มาดริด
1954-55 : บาร์เซโลน่า
1955-56 : เรอัล มาดริด
1956-57 : บาร์เซโลน่า

จากนั้นเมื่อหมดสัญญา 4 ปี ตัวนักเตะค่อยตัดสินใจเองว่าจะย้ายไปอยู่สโมสรไหน กฎแบบนี้ ดูเผินๆเหมือนจะยุติธรรม แต่ความจริงเป็นฝั่งเรอัล มาดริด ที่ได้เปรียบมาก เพราะเรอัล มาดริดได้ใช้งานก่อนในปีแรก

ไม่ว่าใครทุกคนบนโลก ล้วนแล้วแต่มี “First Impression” หรือความประทับใจแรกทั้งนั้น ลองคิดดูว่า ดิ สเตฟาโน่ ไม่เคยอยู่ยุโรป แต่พอย้ายมาเรอัล มาดริด ได้รับความรัก ความปรารถนาดี จากผู้บริหารและแฟนบอล แถมยังถูกสั่งสมความเกลียดชังบาร์ซ่าตั้งแต่วันแรกสุดที่ย้ายไป ถามหน่อยว่า เมื่อรู้ถึงความเกลียดกันของสองทีมเอล กลาสิโก้แล้ว ใครมันจะกล้าย้ายกลับไปกลับมา

เมื่อสหพันธ์ฟุตบอลสเปน ตัดสินมาแบบนี้ เรอัล มาดริดจึงได้ใช้งานก่อนทันทีในปีแรก และก็เป็นตามคาด ดิ สเตฟาโน่ ผูกพันกับทีมจนไม่อยากไปบาร์ซ่าอีกแล้ว ในเกมเอล กลาสิโก้ นัดแรกที่เขาลงเล่น ดิ สเตฟาโน่ช่วยมาดริดชนะ 5-0 และเขาซัดคนเดียว 4 ประตู

นักเตะไม่มีใจให้บาร์ซ่าแล้ว นั่นทำให้เรอัล มาดริดฉวยจังหวะนี้ ยื่นข้อเสนอจ่ายเงิน 4.5 ล้านเปเซต้า เพื่อครองดิ สเตฟาโน่มาครองแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งบาร์ซ่าก็เห็นๆกันอยู่ว่า นักเตะไร้ใจแล้ว เอามาก็ไม่มีประโยชน์ สุดท้ายจึงยอมขาย ก่อนจะมูฟออน ไปตามหากองหน้าคนอื่นแทน

พอได้ตัวกองหน้าระดับโลกแบบนี้เข้ามา เรอัล มาดริดก็เป็นเหมือนเสือติดปีก ดิ สเตฟาโน่ ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ 5 สมัยติดต่อกัน รวมถึงแชมป์ลาลีกาอีก 8 สมัย

ผลงานส่วนตัวของเขาเป็นดาวซัลโวทุกรายการที่ลงเล่น และได้บัลลงดอร์ถึง 2 ครั้ง นี่คือสุดยอดนักเตะแห่งยุคตัวจริง และเป็นคนสร้างรากฐานความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ให้เรอัล มาดริดจนถึงปัจจุบัน

เรื่องนี้ แฟนบาร์ซ่าก็ยังหยิบมาพูดถึงอยู่เสมอ ว่าถ้าไม่มีอำนาจรัฐเปลี่ยนกฎซื้อตัวกะทันหันล่ะก็ ป่านนี้บาร์ซ่าได้ดิ สเตฟาโน่ไปแล้ว และแชมป์ยุโรป 5 สมัยซ้อน แทนที่จะเป็นเรอัล มาดริด อาจเป็นบาร์เซโลน่าแทน และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งครั้งที่บาร์ซ่าโดนเล่นงานจากอำนาจมืด

ด้วยสิ่งต่างๆที่สั่งสมตั้งแต่ยุคนายพลฟรังโก้ ทั้งเรื่องแมตช์อัปยศ 11-1 ตามด้วยเรื่องดิ สเตฟาโน่ รวมถึงอีกมากมายหลายเหตุการณ์ สั่งสมความแค้นของบาร์เซโลน่าที่มีต่อเรอัล มาดริด อย่างมหาศาล

ในยุคปัจจุบัน หลังจากสเปนเป็นประชาธิปไตยแล้ว การแข่งขันก็เล่นกันอย่างแฟร์ขึ้น แต่ความเกลียดชังโดยรวมยังคงอยู่ มันสั่งสมจนไม่มีวันถอนออกได้แล้ว จนกว่าจะมีสักทีมดับสลายกันไปข้าง

ณ เวลานี้ ศึกเอลกลาสิโก้ จึงเป็นส่วนผสมของเรื่องราวในประวัติศาสตร์ และเรื่องราวดราม่าที่เกิดขึ้นใหม่ๆทุกปี

มันจึงพอบอกได้ว่า นี่คือสงครามที่จะตัดสินว่า ใครคือสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสเปน หรืออาจรวมถึงในโลกด้วย

คืนนี้ ศึกเอล กลาสิโก้ จะแข่งขันเวลา 02.00 น. แม้จะแข่งขันแบบสนามปิดเพราะโควิด-19 แต่รับรองได้ว่าเกมเดือดแน่นอน เพราะทั้ง 2 ทีมห่างกันแค่ 2 แต้ม ผลแพ้ชนะจะถีบอีกทีมให้ร่วงทันที

จุดที่น่าสนใจคือ เกมนี้เรอัล มาดริด จะเป็นเจ้าบ้าน ซึ่งตามปกติสังเวียนของสโมสรคือสนามซานติอาโก้ เบร์นาเบว แต่ด้วยความที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว กำลังรีโนเวทอยู่ จึงจะถูกเปลี่ยนไปใช้อีกสนาม ซึ่งเป็นสนามของทีมสำรอง (กาสตีญ่า) ที่มีความจุ 6,000 คน โดยเกมที่ชนะลิเวอร์พูล 3-1 ในแชมเปี้ยนส์ลีกก็ใช้สนามนี้แหละ

“ชื่อของสนาม” คือ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ สเตเดี้ยม

นักเตะคนที่เป็นอีกหนึ่งในชนวนของความเกลียดชังระหว่างสองทีมนี้ และจะเป็นชื่อของสนามที่ใช้แข่งเอล กลาสิโก้ นัดชี้ชะตาด้วย ช่างเหมือนสคริปต์อะไรจะขนาดนั้น
.
#ELCLASICO #LALIGA

—————————–

บทความนี้แบบมีภาพประกอบ แอดมินจะลงไว้ใน Blockdit นะครับทุกท่าน สามารถตามไปอ่านกันได้เลย แบบมีภาพ สวยงามสบายตานะครับ ไปดูหน้าตาของดิ สเตฟาโน่กันได้เลย

Blockdit จากตอนแรกเป็นแอพพลิเคชั่นหน้าใหม่ ตอนนี้มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคนแล้วนะครับ ล่าสุดได้รางวัล THAILAND ZOCIAL AWARDS คิดดู เป็นแอพที่มีคุณค่าขนาดไหน ยิ่งในช่วงที่ FB เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย สำหรับเจ้าของเพจทั้งหลาย การมี Blockdit เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีนะ

Blockdit เป็นสังคมที่ดีน่ารัก ผู้คนถ้อยทีถ้อยอาศัย คอมเมนต์ไม่โหดเกิน ผมเชื่อว่าคนที่เล่นใน Blockdit จะรู้สึกชอบนะครับ
ตอนนี้วิเคราะห์บอลจริงจังมีคนกดไลค์ 50K แล้วครับ ร่วมยินดีกับแอดมินหน่อยเร้ววว

สำหรับคนที่สนใจโหลด คลิกได้ทางนี้เลยนะครับผม

iOS > apple.co/2u1LGjL

Android > bit.ly/37N3de1

#Blockdit


#เรอล #มาดรด #กบบารเซโลนา #เปนสองสโมสรทมความเกลยดชงกนมากทสด #การเจอกน
ติดตามได้ที่เพจ https://www.facebook.com/jingjungfootball/

เว็บพนันออนไลน์ ฟุตบอล