เชลซี กับบาเยิร์น มิวนิค เป็น 2 ทีม 2 อารมณ์ในตอนนี้ ทีมหนึ่งสมหวังที่เข้ารอบรอง…

เชลซี กับบาเยิร์น มิวนิค เป็น 2 ทีม 2 อารมณ์ในตอนนี้ ทีมหนึ่งสมหวังที่เข้ารอบรองชนะเลิศในแชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ ส่วนอีกทีมเจ็บใจที่ร่วงตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

โมเมนต์ที่เชลซีแฮปปี้ แต่บาเยิร์นเศร้า ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นครั้งแรก แต่ย้อนกลับไปในปี 2012 มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว กับเหตุการณ์คลาสสิคที่สุดตลอดกาล นัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่สนามอัลลิอันซ์ อารีน่า

ถ้าพูดถึงเกมนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีก ที่ระทึกที่สุดตลอดกาล เราอาจนึกถึงปาฏิหาริย์คัมป์นูในปี 1999 หรือ มหัศจรรย์อิสตันบูลในปี 2005 แต่เกมนัดชิง 2012 ก็มีความสุดยอดไม่เป็นรองกัน มันมีครบทุกอย่าง ความดราม่า ความตื่นเต้น และการดวลกันทางแท็กติก ของ 2 ทีมฟุตบอลที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป

มันคือวันแห่งประวัติศาสตร์ของเชลซีที่ต้องถูกจารึกไว้ตลอดกาล แต่กว่าจะมาถึงนัดชิงชนะเลิศได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เส้นทางของเชลซี ถือว่าหฤโหดมาก พวกเขาโกงความตายเอาชนะนาโปลีมาได้ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ตามด้วยชนะเบนฟิก้าในรอบ 8 ทีม ก่อนจะหักปากกาเซียนทั้งโลก โค่นบาร์เซโลน่าได้สำเร็จในรอบรองชนะเลิศ

แต่ภารกิจยากที่สุด คือนัดชิงชนะเลิศที่เจอกับบาเยิร์น มิวนิค นั่นเพราะเกมนัดชิงดันมาเล่นที่บ้านของบาเยิร์นพอดี ซึ่งสำหรับทีมเสือใต้ไม่มีอะไรจะงดงาม เท่าการฉลองแชมป์ยุโรปที่รอคอยในบ้านตัวเอง แชมป์ยุโรปครั้งสุดท้ายของบาเยิร์นต้องย้อนกลับไปในปี 2001 หรือเมื่อ 11 ปีก่อน มันเป็นอะไรที่ยาวนานมาก แฟนๆ อยากสัมผัสความรู้สึกการเป็นแชมป์ยุโรปอีกครั้ง

ก่อนเกมจะเริ่ม บาเยิร์นเป็นต่อเยอะมาก คือตอนบาร์ซ่าร่วงตกรอบ สื่อทั้งหลายฟันธงเลยว่า บาเยิร์นเข้าวินแน่ เพราะพวกเขาได้เปรียบทุกอย่าง ทั้งจากความคุ้นเคยสนาม รวมถึงสภาพตัวผู้เล่นที่พร้อมมากกว่า

เชลซีนัดนี้ โดนแบนถึง 4 คน ได้แก่จอห์น เทอร์รี่, บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, รามิเรส และ ราอูล เมยเรเลส ซึ่งเป็นตัวหลักทั้งหมด นี่เป็นปัญหาที่เฮดโค้ช โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ต้องคิดแก้ปัญหา

ขณะที่บาเยิร์น มิวนิค ขาดคีย์แมนในแนวรับสองคน คือ ดาวิด อลาบา แบ็กซ้าย และ โฮลเกอร์ บาดสตูเบอร์ เซ็นเตอร์แบ็ก รวมถึงกองกลางอีกหนึ่งคนคือหลุยซ์ กุสตาโว่ ซึ่งถ้าไม่นับอลาบา ชุดที่เหลือก็ยังฟูลทีมสุดๆ

จุดที่นักวิเคราะห์เตือนให้เชลซีระวังก่อนเกม มี 3 ข้อ ข้อแรกคือ คู่มิดฟิลด์ตัวกลางของบาเยิร์น ที่อยู่ในระดับโลก โทนี่ โครส ยืนคู่กับบาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ทั้งสองคนนี้ จะผลัดกันรุก ผลัดกันรับ มีความลงตัวอย่างมากในแผงกองกลาง

ข้อที่ 2 คือตัวริมเส้น ซึ่งแน่นอน ว่าฟรองค์ ริเบรี่ กับ อาร์เยน ร็อบเบน จะได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริง ทั้ง 2 คน คือปีกระดับโลก ที่มีเทคนิคและความเร็วระดับปีศาจ แต่สถิติก็คือ พวกเขายังไม่เคยได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกแม้แต่ครั้งเดียว

ย้อนกลับไปในปี 2010 ที่บาเยิร์นเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ลีกกับอินเตอร์ มิลาน ของโชเซ่ มูรินโญ่ นัดนั้นริเบรี่ติดโทษแบนนัดชิงลงไม่ได้ ส่วนร็อบเบนลงเป็นตัวจริง แต่ก็แพ้อินเตอร์ไป 2-0 เท่ากับว่าแชมป์ยุโรป เป็นสิ่งที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่เคยสัมผัสถึง ไม่แปลกที่จะมีความมุ่งมั่นเพื่อเอาชนะให้ได้ในซีซั่นนี้

และ ข้อ 3 คือ นักเตะที่คาดเดาไม่ได้ที่สุด อย่างโทมัส มุลเลอร์ สไตล์ของมุลเลอร์นั้นเคลื่อนที่โดยไม่มีแบบแผน คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่า เขาจะวิ่งไปตรงจุดไหนของสนาม ซึ่งถ้าเชลซีไม่ระวัง อาจโดนมุลเลอร์ยิงใส่โดยไม่รู้ตัว ดาวิด ลุยซ์ และ แกรี่ เคฮิลล์ สองเซ็นเตอร์แบ็กในนัดนี้ต้องระวัง แบบที่คลาดสายตาไม่ได้

มุลเลอร์นั้นคือนักเตะในสไตล์ Raumdeuter เป็นนักล่าหาช่องว่างที่เก่งที่สุดในโลก ในวินาทีนึงเขาอาจจะอยู่จุดนึงของสนาม แต่รู้ตัวอีกที เขาก็เคลื่อนที่ไปในจุดที่อันตรายมาก ๆ กับคู่แข่งแล้ว

ในภาพรวมเกมรุกของบาเยิร์นเป็นจุดแข็งมากๆ ปีกเก่งกาจ กองหน้าอันตราย ส่วนกองกลางก็ครองบอลได้ดี นัดนี้ทุกคนวิเคราะห์ว่า เชลซีคงยากที่จะเก็บคลีนชีทกลับออกไป คงต้องมีแผลโดนยิงสักเม็ดบ้างล่ะ

จุดแข็งทั้ง 3 ข้อของบาเยิร์น รวมกับความโชคดีอย่างสุดท้าย นั่นคือโปรแกรมนัดชิง ดันวนมาเล่นที่อัลลิอันซ์ อารีน่า บ้านของบาเยิร์นพอดี มันเหมือนกับว่าทุกอย่างถูกเขียนสคริปต์ไว้แล้ว บาเยิร์นจะได้แชมป์ยุโรปครั้งแรกในรอบ 11 ปี ที่บ้านของตัวเอง คือเชลซี เหมือนแค่เป็นตัวประกอบฉาก ที่จะทำให้บทสรุปของบาเยิร์นลงเอยด้วยความงดงาม

สถิติของบาเยิร์นในการเล่นเกมยุโรปที่บ้านตัวเอง คือ 15 นัดหลังสุด ชนะไป 14 เปอร์เซ็นต์ชนะสูงเกินกว่า 90% ไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใครก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความน่ากลัวของบาเยิร์น ฝั่งเชลซีเองก็มีจุดได้เปรียบเช่นกัน นั่นคือสภาพความฟิตของผู้เล่น โดยเกมนัดสุดท้ายก่อนเตะแชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิง บาเยิร์นต้องลงสนามพบกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ในเดเอฟเบ โพคาลรอบชิง ดังนั้นจึงต้องขนตัวหลักลงหมด จบเกมนัดนั้น บาเยิร์นแพ้ไป 5-2 ความมั่นใจโดนบั่นทอน เช่นเดียวกับสภาพร่างกายที่ไม่ฟิตเปรี้ยะอย่างที่ควรจะเป็นด้วย เพราะผ่านเกมหนักมา

ขณะที่เชลซีนั้นตรงกันข้ามอย่างชัดเจน ก่อนเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิง พวกเขาลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายของซีซั่น พบกับแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ที่ตกชั้นไปเรียบร้อยแล้ว คือเกมนี้ต่อให้เชลซีชนะ ก็ไม่สามารถจบอันดับ สูงกว่าที่ 6 ได้ ดังนั้น ดิ มัตเตโอ จึงทำการโรเทชั่นครั้งใหญ่ ด้วยการพัก 11 ตัวจริง ที่จะใช้เจอบาเยิร์นเอาไว้ แล้วส่งสำรอง กับกลุ่มผู้เล่นที่ติดโทษแบนลงสนามยกเซ็ต สุดท้ายเฉือนชนะแบล็คเบิร์นไป 2-1

แม้จะต้องเช็กฟิตของแกรี่ เคฮิลล์ และ ดาวิด ลุยซ์ แต่ในภาพรวมก็ต้องยอมรับว่า ความฟิตของเชลซี มีมากกว่า ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบเล็กๆเพียงอย่างเดียวในเกมนัดชิงชนะเลิศ

สายตาของสื่อมวลชนมองว่าเกมนี้ เชลซี รอดยาก สาเหตุเพราะบาเยิร์นต่อให้พลาดแชมป์เดเอฟเบ โพคาล แต่อันดับในลีกก็ยังอยู่ที่ 2 ถือว่าโอเค ส่วนเชลซีผลงานในลีกอยู่ที่ 6 ว่ากันตรง ๆ ถ้านับในลีกอย่างเดียว ก็ไม่ได้มีอันดับที่น่าพอใจนัก

อย่างไรก็ตาม ในแคมป์ของเชลซี ยังมั่นใจว่าพวกเขาไม่ใช่หมูให้บาเยิร์นมาเชือด “ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของนักเตะในทีม และฝีเท้าของพวกเราดีพอจะเป็นแชมป์ยุโรป” โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ให้สัมภาษณ์ก่อนเกม “ผมมั่นใจมากตอนนี้ คือแน่นอนเราไม่มีทางรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ผมยืนยันว่าเราชนะบาเยิร์นได้ สิ่งที่เราต้องมีคือเชื่อมั่นในตัวเองเข้าไว้ว่าเราสามารถทำได้”

แน่นอน บาเยิร์นอาจมีแรงกระหายอยากได้แชมป์ในบ้านตัวเอง แต่เชลซีก็มีความมุ่งมั่นไม่น้อยไปกว่ากัน สาเหตุเพราะในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา เชลซีได้เข้าชิงในรายการยุโรปมาแล้ว 1 ครั้ง ซึ่งก็ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้แมนฯยูไนเต็ด ที่มอสโก ในปี 2008

สำหรับเชลซีนั้น พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน จะได้กลับมาเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ลีกอีกรอบ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสอยู่ในมือแล้วแบบนี้ จึงจำเป็นต้องเน้นที่สุด ใส่ใจทุกรายละเอียด เพื่อสร้างเซอร์ไพรส์ให้เกิดขึ้นที่อัลลิอันซ์ อารีน่า โดย ดิ มัตเตโอกระตุ้นลูกทีมก่อนเกมว่า “เราชนะบาเยิร์นได้ สิ่งที่เราต้องมีคือเชื่อมั่นในตัวเองเข้าไว้ว่าเราสามารถทำได้”

การจัดตัวผู้เล่นนั้น บาเยิร์น จัดหนัก ส่งดีเอโก้ คอนเทนโต้ แทนอลาบา แต่ตัวที่เหลือน่ากลัวมาก นอยเออร์, บัวเต็ง, ลาห์ม, ชไวน์สไตเกอร์, โครส, ร็อบเบน, ริเบรี่, มุลเลอร์ และ มาริโอ โกเมซ ลงเล่นพร้อมเพรียง

ขณะที่ฝั่งเชลซีนั้น มีการปรับเปลี่ยนเยอะมาก โดยไฮไลท์ที่คนเซอร์ไพรส์มากที่สุดคือ ไรอัน เบอร์ทรานด์ ที่ได้พลิกลงสนามเป็นตัวจริงเฉยเลย เชื่อหรือไม่ ว่าเบอร์ทรานด์ยังไม่เคยได้เล่นเกมยุโรปแม้แต่นัดเดียว แต่นัดแรกที่ประเดิมคือนัดชิงกับบาเยิร์นซะงั้น ในประวัติศาสตร์ของแชมเปี้ยนส์ลีก นี่เป็นนักเตะคนแรกที่ประเดิมเกมยุโรปด้วยการออกสตาร์ตนัดชิง มันเป็นอะไรที่แปลกพิลึกมาก

เชลซีใช้ระบบ 4-2-3-1 มีปีเตอร์ เช็กเป็นผู้รักษาประตู กองหลังใช้ โชเซ่ โบซิงวา – ดาวิด ลุยซ์ – แกรี่ เคฮิลล์ – แอชลีย์ โคล สามมิดฟิลด์ มีจอห์น โอบี มิเกล – แฟรงค์ แลมพาร์ด และ ฆวน มาต้า ส่วนสามแนวรุก ใช้ซาโลมง กาลู – ดิดิเยร์ ดร็อกบา – ไรอัน เบอร์ทรานด์

——————————-

นัดนี้สไตล์ที่บาเยิร์นใช้คือ Possession Game พวกเขาจะต่อบอลกันไปมา เพื่อครองบอลไว้กับตัวให้นานที่สุด ค่อยๆ นวดไปช้าๆ

ในครึ่งแรก สถิติการครองบอลของบาเยิร์นสูงถึง 65% เชลซีได้แต่ต้องตั้งรับอย่างอดทนมากๆเท่านั้น สิ่งที่เห็นชัดก็คือ เชลซีไม่มีพื้นที่มากพอที่จะครองบอลได้นาน พอจะขึ้นเกม ก็จะเจอบาเยิร์นมาเพรสซิ่งรุมแย่งบอลเพื่อเอาไปเล่นต่อ ดิดิเยร์ ดร็อกบาไม่มีส่วนกับเกมเลยในช่วง 45 นาทีแรก สุดท้ายครึ่งแรกจบด้วยสกอร์ 0-0 ในรูปเกมของบาเยิร์นที่โอเคกว่า

เข้าสู่ครึ่งหลัง แดนกลางของเชลซีสู้ไม่ได้เลย สาเหตุเพราะแฟรงค์ แลมพาร์ด กับจอห์น โอบี มิเกล ต้องถอยลงต่ำมากเพื่อไปช่วยเกมรับ ขณะที่มาต้าพยายามจะวิ่งเยอะๆ ไปแย่งบอลจากกองกลางของบาเยิร์น แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะชไวน์สไตเกอร์ กับโครส ถ่ายบอลกันไปมาอย่างรวดเร็วมาก ไล่ยังไงก็ไม่จน

ส่วนปีกสองข้างของเชลซี ก็ไม่ได้มีส่วนกับเกมบุก กาลู และเบอร์ทรานด์ ต้องถอยลงต่ำ เพื่อช่วยฟูลแบ็กรับมือกับร็อบเบน และริเบรี่ เท่ากับว่าแนวรุกของเชลซีในเกมนี้ มีดร็อกบายืนห้อยคนเดียวอย่างโดดเดี่ยว แน่นอนในเกมฟุตบอล ถ้าบอลไปไม่ถึงกองหน้า ต่อให้คุณจะเก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่สามารถผลิตสกอร์ได้

บาเยิร์นนวดไปเรื่อย ๆ และสร้างโอกาสยิงได้มากกว่า 30 ครั้ง แต่เป็นโชคดีของเชลซีที่วันนี้ปีเตอร์ เช็ก เล่นได้แบบชัวร์มากๆ ป้องกันทุกลูกได้หมด ยิงไกล ยิงใกล้ นี่เป็นหนึ่งในเกมที่เช็กเล่นดีที่สุดในชีวิตก็ว่าได้

สำหรับโทมัส มุลเลอร์ ในเกมนี้เขาได้ยิงไปแล้ว 5 ครั้ง แต่ก็หลุดกรอบออกไปหมด อย่างไรก็ตามมุลเลอร์กำลังพยายามเพื่อหาโอกาสยิงเป็นครั้งที่ 6 ในเกมนี้

บาเยิร์นถาโถมเข้ามาเรื่อยๆ มีจังหวะที่ฟรองค์ ริเบรี่เลี้ยงทะลวงผ่านแอชลีย์ โคลเข้าไปยิงแฉลบ บอลจะเสียบใต้คานอยู่แล้ว แต่เช็กปัดออกหลังไปได้นิดเดียว ซึ่งดูจากสถานการณ์ตอนนี้ การประคองตัวให้จบ 0-0 แล้วไปวัดกันในจุดโทษ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

เกมเข้าสู่นาทีที่ 81 บาเยิร์นได้บอลทางฝั่งซ้าย ริเบรี่ครองบอลอยู่แล้วแตะต่อให้โทนี่ โครส ซึ่งจังหวะนี้นักเตะเชลซีเสียสมาธิไปชั่วครู่ เพราะเข้าใจว่า เดี๋ยวโครสก็คงจ่ายคืนต่อให้ริเบรี่ แต่กลายเป็นโครส ที่เลือกจะครอสบอลด้วยตัวเอง บอลลึกไปถึงเสาสอง ลอยโค้งมาในตำแหน่งที่ถูกต้องสุดๆ โทมัส มุลเลอร์ วิ่งสอดมาด้านหลัง พุ่งโหม่งเต็มๆ โดยเขาตั้งใจโหม่งลงพื้น เพื่อให้ผู้รักษาประตูรับยากที่สุด บอลเด้งพื้นหนึ่งจังหวะแล้วเสยเพดานตาข่ายเข้าประตู ปีเตอร์ เช็กหมดสิทธิ์ด้วยประการทั้งปวง

นั่นเป็นแค่ช็อตเดียวที่แนวรับเชลซีพลาด แอชลีย์ โคล ไปเลือกประกบมาริโอ โกเมซ ไม่ยืนกับคู่ของตัวเอง นั่นทำให้มุลเลอร์ได้พื้นที่โล่ง ๆ ก่อนจะโหม่งเข้าไปจนได้ อย่างที่บอกกันไว้ มุลเลอร์คือ “นักล่าหาช่องว่าง” ทันทีที่เห็นพื้นที่ เขาหามันเจออย่างรวดเร็ว และจบสกอร์ได้อย่างเด็ดขาด

ในสถานการณ์ตอนนี้เชลซีเสียเปรียบทุกอย่าง ฟอร์มในสนามแย่กว่า กองเชียร์ก็น้อยกว่า และที่สำคัญที่สุดมาโดนยิงนาที 81 อีกแค่ 10 นาทีก็จะจบเกมแล้ว

ดิ มัตเตโอ ต้องส่งกองหน้าคือเฟร์นันโด ตอร์เรส ลงเป็นสำรอง เปลี่ยนตัวกับซาโลมง กาลู โดยตั้งใจจะให้ตอร์เรสเข้ามาช่วยดร็อกบา ถ้าคิดอะไรไม่ออกก็โยนบอมบ์เข้าไป แล้วไปวัดดวงเอาข้างหน้า

ตอนนี้ดิ มัตเตโอ ใช้แผนกามิกาเซ่แล้ว คือต้องเสี่ยงบุกเต็มที่ เพราะถ้ายิงไม่ได้ก็แพ้อยู่ดี ซึ่งแน่นอนการถอดกาลู และ เบอร์ทรานด์ก่อนหน้านี้ ทำให้ปีกที่จะมาช่วยฟูลแบ็กหายไป และเปิดช่องให้ริเบรี่ กับร็อบเบน ได้บุกง่ายขึ้น แต่นาทีนั้นเชลซีต้องเสี่ยงเพื่อตีเสมอให้ได้

ตลอดเกมจนถึงนาทีที่ 88 นาที เชลซีไม่ได้เตะมุมเลยแม้แต่ครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม การลงมาของตอร์เรส เรียกเตะมุมให้เชลซีได้ครั้งแรก และเป็นฆวน มาต้า ที่จะรับหน้าที่เปิดบอล

ฝั่งเชลซีนั้นซักซ้อมลูกเตะมุมกันไว้แล้ว และนี่คือครั้งแรกที่จะได้ใช้แผนที่เตรียมไว้

แผนของเชลซีคือ ดาวิด ลุยซ์ กับ ดิดิเยร์ ดร็อกบา จะยืนอยู่ด้วยกัน จากนั้นจะแยกไปเสาสองหนึ่งคน เสาแรกหนึ่งคน และมาต้าจะเป็นคนเลือกว่าจะส่งบอลให้ใคร

วินาทีที่ มาต้าจะเตะบอล ลุยซ์เดินมายืนชิดกับดร็อกบาแล้วพูดว่า “and now goal!” (ตอนนี้ล่ะ ทำประตูเลย) จากนั้นวิ่งตามแผน ลุยซ์ฉีกเข้าใน ส่วนดร็อกบาพุ่งไปเสาแรก และมาต้าเลือกดร็อกบา

มาต้าครอสเข้ามา ซึ่งจริงๆ บาเยิร์น มิวนิค มีฟิลิปป์ ลาห์ม ยืนอยู่และพยายามโหม่งเคลียร์ และถ้าโหม่งโดน เกมก็คงจบ เชลซีน่าจะหมดโอกาสตีเสมอ แต่ลาห์มกระโดดไม่ถึง ทำให้บอลผ่านตัวเขามา และในเสี้ยววินาทีนั้น ดร็อกบาวิ่งเข้ามาหาบอลอย่างรวดเร็ว

เจอโรม บัวเต็งที่อยู่ด้านหลัง พยายามใช้แขนดันดร็อกบาให้เสียจังหวะ แต่แรงดันกลับกลายเป็นการเพิ่มสปีดให้ดร็อกบาโดยไม่ได้ตั้งใจ ดร็อกบากระโดดเทกตัว สะบัดโหม่งเต็มๆ ให้เข้าเสาแรก ลูกพุ่งแรงมาก จนมานูเอล นอยเออร์ปัดไม่อยู่ ทะลักเข้าประตูไป สกอร์ขยับเป็น 1-1

มันเป็นโมเมนต์ที่ทุกอย่างต้องพอดีเป๊ะจริงๆ การซักซ้อม การวิ่ง การเปิดบอลที่แม่นยำ ต้องรวมกันทั้งหมด ถึงจะได้ประตู และมันก็เกิดขึ้นในช็อตนี้เอง

สุดท้าย 90 นาที จึงเสมอกันไป 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษ เป็น 120 นาที เชลซีรอดตายมาได้แบบหืดจับสุดๆ

เข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ บาเยิร์นปรับแผน คือบุกหนักขึ้นกว่าเดิม จุ๊ปป์ ไฮย์เกส โค้ชบาเยิร์น ดันอนาโตลี ตีมอสชุก ที่ปกติเล่นเซ็นเตอร์แบ็กดันไปเล่นกองกลางตัวรับ แล้วดันโทนี่ โครสในตำแหน่งกลางรับ ขึ้นไปเล่นกลางรุก นาทีนี้บาเยิร์นยอมไม่ได้ที่จะให้จบด้วยการเสมอ เพราะการยิงจุดโทษมันเสี่ยงเกินไป พวกเขาต้องการให้เกมโอเวอร์ใน 120 นาที

สำหรับโรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ก็ต้องแก้เกมเช่นกัน ในสนามเขามีกองหน้าสองคน คือดร็อกบา กับตอร์เรส ซึ่งตอร์เรสเพิ่งลงคุณไปเปลี่ยนออกไม่ได้ แต่ดร็อกบาก็อยู่ในฟอร์มที่ดีและเพิ่งตีเสมอมา เขาก็ควรเก็บไว้ในสนามเช่นกัน ดังนั้นดิ มัตเตโอ จึงให้ดร็อกบาไปยืนริมเส้นด้านขวาช่วยโชเซ่ โบซิงวาเล่นเกมรับ และห้อยตอร์เรสเป็นกองหน้าตัวเป้า

แต่ปัญหาคือดร็อกบาไม่ถนัดนักในการยืนตรงตำแหน่งนี้ ยิ่งต้องรับมือกับปีกตัวจี๊ดจ๊าด ยังไงเขาก็คือกองหน้าที่ไม่ได้เล่นเกมรับเก่งเหมือนตัวรับธรรมชาติ ทำให้พอเข้าช่วงต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 95 ดร็อกบา ไปพลาดท่าแซะริเบรี่จากด้านหลัง ซึ่งลูกนี้ฟาวล์แน่นอน กรรมการไม่ลังเลใจที่จะชี้เป็นจุดโทษ

อย่างไรก็ตาม อย่างที่บอกไว้ว่าวันนี้ คือวันที่ปีเตอร์ เช็กอยู่ในฟอร์มดีที่สุด เขาเดาทางจุดโทษของร็อบเบนถูกต้อง ทะยานไปรับได้อย่างสวยงาม ก่อนจะตามมาตะครุบเข้ามืออย่างรวดเร็ว เชลซีรอดเสียประตูไปอย่างหวุดหวิดจริงๆ

ในช่วงครึ่งชั่วโมงของการต่อเวลาพิเศษ เป็นช่วงเวลาวัดใจของดิ มัตเตโอ เพราะเขาเพิ่งเปลี่ยนตัวไปสองคนเท่านั้น เหลือโควต้าอีก 1 คนที่สามารถเปลี่ยนได้ ซึ่งตามทฤษฎีในเกมที่เสียเปรียบแบบนี้ คุณก็ควรเอาตัวรับลงมาเล่น โดยถอดกองหน้าออกไปสักคน ซึ่งดร็อกบาที่เล่นมาทั้งเกมแล้ว และมาทำเสียจุดโทษอีก ก็น่าจะโดนถอดออก

ในซุ้มม้านั่งสำรอง มีเปาโล แฟร์ไรร่า, มิกาแอล เอสเซียง และ โอริโอล โรเมอู ที่สามารถเล่นเกมรับได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ดิ มัตเตโอตัดสินใจเด็ดขาด ว่าจะเก็บดร็อกบาเอาไว้ต่อไป

ในช่วงต่อเวลาพิเศษ เชลซียื้อสุดชีวิต และเล่นเซฟตัวเองที่สุด ดึงช้าทุกนาที พวกเขายอมรับว่าคงไปเจาะบาเยิร์นไม่ได้แน่ ยันเสมอไปลุ้นจุดโทษดีกว่า สุดท้ายเชลซียันได้จริงๆ จบ 120 นาที เสมอกัน 1-1 ต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ

สถิติโดยรวมของเชลซีเป็นรองทุกอย่าง โอกาสยิงน้อยกว่า ครองบอลน้อยกว่า (36%-64%) จ่ายบอลเข้าเป้าน้อยกว่า เตะมุมน้อยกว่า ทำฟาวล์มากกว่า ปริมาณการวิ่งทั้งทีมน้อยกว่า อย่างไรก็ตามพวกเขายังยื้อมาจนถึงจุดโทษได้ และถึงตรงนี้ก็อยู่ที่โชคชะตาแล้ว

——————————-

ความทรงจำของการยิงจุดโทษ ฝั่งบาเยิร์นถือว่าสดใส เพราะในปี 2001 ที่พวกเขาชนะบาเลนเซีย ในนัดชิงชนะเลิศ ก็ได้แชมป์จากการยิงจุดโทษ ส่วนเชลซีตรงกันข้ามกันเลย ในปี 2008 ที่แพ้แมนฯยูไนเต็ดในนัดชิงก็จากจุดโทษนี่แหละ

ยิ่งไปกว่านั้น ชื่อเสียงของชาวเยอรมัน เป็นอันรู้กันว่า มักจะทำผลงานได้ดีเสมอในช่วงยิงจุดโทษ ตรงกันข้ามกับฝั่งอังกฤษ ที่ในทีมชาติ มักจะล้มเหลวเสมอจากการยิงจุดโทษ

การเลือกตัว 5 คนของเชลซีประกอบไปด้วย

1- ฆวน มาต้า คนที่เล่นลูกนิ่งได้ดีที่สุดในทีม
2- ดาวิด ลุยซ์ ซึ่งมีความมั่นใจสูงและกับทีมชาติบราซิลก็ยิงฟรีคิกเป็นประจำ
3- แฟรงค์ แลมพาร์ด คนสังหารจุดโทษมือ 1 ของทีม
4- แอชลีย์ โคล แบ็กซ้ายที่นิ่งและชัวร์มาก
5- ดิดิเยร์ ดร็อกบา ที่ดิ มัตเตโอ เก็บเอาไว้ใช้เพื่อจังหวะนี้โดยเฉพาะ

การวางคนยิงจุดโทษ 5 คนนี้ มีความคล้ายคลึงกับนัดชิงในปี 2008 บางส่วนเหมือนกัน โดย 5 ตัวยิงของเชลซีในปี 2008 ประกอบด้วย

1- มิชาเอล บัลลัค
2- ชูเลียโน่ เบลเลตติ
3- แฟรงค์ แลมพาร์ด
4- แอชลีย์ โคล
5- จอห์น เทอร์รี่

จะเห็นว่า เบอร์ 3 แลมพาร์ด กับ เบอร์ 4 โคล ได้ยิงตำแหน่งเดิม จริงๆ ก่อนเกมจะเริ่มเชลซีมีข่าวเยอะว่าซ้อมจุดโทษเอาไว้แล้ว เนื่องจากสังหรณ์ว่าเกมนี้ อาจยืดเยื้อและต้องวัดกันที่จุดโทษนี่แหละ

——————————-

[ จุดโทษลูกแรก ]

บาเยิร์น มิวนิค – ฟิลิปป์ ลาห์ม (เข้า) : ยิงขวาบนเสียบมุม เช็กพุ่งถูกทาง ปัดโดนปลายมือแต่เอาไม่อยู่
เชลซี – ฆวน มาต้า (ไม่เข้า) : ด้วยความอ่อนแรงจากการเล่น 120 นาที ทำให้มาต้ายิงแบบกั๊กๆ ไม่กล้าซัดมุม จึงไม่พ้นระยะของนอยเออร์ ที่ปัดไว้ได้สวย

สกอร์จุดโทษ : บาเยิร์น 1-0 เชลซี

——————————-

[ จุดโทษลูกที่ 2 ]

บาเยิร์น มิวนิค – มาริโอ โกเมซ (เข้า) : โกเมซวิ่งมาแปอย่างมั่นใจไปที่มุมขวาล่าง เช็กเดาทางถูกอีกครั้งแต่ไปไม่ถึง
เชลซี – ดาวิด ลุยซ์ (เข้า) : ถ้าลุยซ์ยิงไม่เข้าเกมนี้จบแน่ แต่เขานิ่งพอซัดเต็มแรงกลางประตูเข้าไป

สกอร์จุดโทษ : บาเยิร์น 2-1 เชลซี

——————————-

[ จุดโทษลูกที่ 3 ]

บาเยิร์น มิวนิค – มานูเอล นอยเออร์ (เข้า) : ไม่บ่อยนักที่นายทวารจะเป็นคนยิงในเกมสำคัญแบบนี้ นอยเออร์ซัดมุมซ้ายล่าง เช็กพุ่งถูกอีกครั้ง แต่ไปไม่ถึง
เชลซี – แฟรงค์ แลมพาร์ด (เข้า) : เชลซีใช้กลยุทธ์เดิมคือยิงยัดตรงกลาง นอยเออร์เสียจังหวะไปพุ่งด้านซ้าย บอลเลยเข้าไปอีกลูก

สกอร์จุดโทษ : บาเยิร์น 3-2 เชลซี

——————————-

[ จุดโทษลูกที่ 4 ]

บาเยิร์น มิวนิค – อิวิก้า โอลิช (ไม่เข้า) : สิ่งที่เราเห็นคือ ตั้งแต่ยิงจุดโทษมา ปีเตอร์ เช็กพุ่งถูกทาง “ทุกลูก” เขาศึกษาอย่างดีแล้วว่า ใครจะยิงทางไหน และคราวนี้เขาก็พุ่งถูกอีกครั้ง ก่อนจะใช้มือขวาตบบอลออกหลังไป ลูกนี้เป็นการเซฟที่ยากมาก แต่เช็กทำได้

เชลซี – แอชลีย์ โคล (เข้า) : เมื่อโอลิชพลาด แต่ถ้าโคลพลาดด้วยก็คงไม่มีประโยชน์อะไร นอยเออร์หลังจากโดนลักไก่ยิงตรงกลาง 2 ลูก คราวนี้เขายืนปักหลักนิ่ง ไม่ยอมเลือกทางพุ่ง นั่นทำให้โคลวิ่งมาซัดเสียบมุมขวาของตัวเอง นอยเออร์จะพุ่งทีหลังก็ไม่ทันแล้ว

สกอร์จุดโทษ : บาเยิร์น 3-3 เชลซี

——————————-

[ จุดโทษลูกที่ 5 ]

บาเยิร์น มิวนิค – บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ (ไม่เข้า) : ย้อนกลับไปในรอบรองชนะเลิศที่ชนะเรอัล มาดริด ชไวน์สไตเกอร์เป็นคนยิงจุดโทษลูกสุดท้ายให้บาเยิร์นบุกไปโค่นเรอัล มาดริดได้คาบ้าน เป็นคนที่เพื่อนไว้ใจมากที่สุด ลูกนี้ชไวน์สไตเกอร์ กะซัดให้เข้าเสียบมุมกริบ แต่เช็กพุ่งถูกทางอีกแล้ว ปัดโดนปลายมือ ก่อนบอลจะพุ่งไปชนเสาเหลี่ยมใน และโชคดีมาก ที่บอลไม่ไปสะกิดปีเตอร์ เช็กเปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเอง

ตอนนี้สถานการณ์พลิกกลับ และคนสุดท้ายที่จะออกมาปิดบัญชีคือดิดิเยร์ ดร็อกบา

ย้อนกลับไปในปี 2008 ดร็อกบามีความทรงจำที่ไม่ดีนัก เพราะเขาโดนใบแดงในเกมนัดชิง ซึ่งการโดนใบแดงแปลว่าเขาไม่ได้ยิงจุดโทษให้กับทีม ในการดวลแมนฯยูไนเต็ด ว่ากันว่า ถ้าดร็อกบาอยู่คนรับหน้าที่ยิงก็คงไม่ใช่จอห์น เทอร์รี่ และเชลซีก็อาจได้แชมป์ไปแล้วตั้งแต่ครั้งนั้น

นี่คือจุดโทษที่มีความหมายมากที่สุดในชีวิตนักเตะของดร็อกบา เขาเดินออกมาอย่างเยือกเย็น ดึงถุงเท้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อทำสมาธิ ในตอนนี้ศัตรูคนสุดท้ายของเขาคือมานูเอล นอยเออร์

เชลซี – ดิดิเยร์ ดร็อกบา (เข้า) : ดร็อกบาใช้การยิงแบบ Short walk ก้าวสั้นๆแค่ 3 ก้าว จากนั้นยิงเรียดเข้าซ้ายมือของตัวเอง นอยเออร์เลือกทางผิด เกมจบตรงนี้

สกอร์จุดโทษ : บาเยิร์น มิวนิค 3-4 เชลซี

——————————-

เชลซีได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อย่างไม่มีใครเชื่อ พวกเขายันเสมอในเวลา 1-1 ก่อนชนะจุดโทษ 4-3 ได้แชมป์ยุโรปครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

เกมนี้โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ก็ได้รับคำชมเยอะ ทั้งเรื่องกลยุทธ์การเล่นที่ไม่ไปบ้าแลกเกมบุก แต่ตั้งรับอย่างอดทน เชลซีครองบอลทั้งเกมแค่ 36% ดูน้อยมากก็จริง แต่นั่นเป็นแผนที่พวกเขาตั้งใจไว้อยู่แล้ว

การจัดคนยิงจุดโทษ ดิ มัตเตโอ ก็วางได้ดี รวมถึงการเก็บดร็อกบาเอาไว้จนถึง 120 นาที ก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด

ขณะที่ตัวนักเตะเองก็ได้รับเครดิตมากมาย จากการไม่ยอมแพ้ ทั้งๆที่อยู่ในสถานะ Underdog เสียเปรียบทุกกระบวน เล่นในบ้านของคู่แข่ง ฟอร์มในลีกก็แย่กว่า ตัวแบนก็เยอะกว่า แต่สุดท้ายไม่ยอมแพ้โชคชะตา ฝ่าฟันไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้สำเร็จ

นักเตะที่ได้ลงเล่นวันนั้น ประทับใจไม่เคยลืม จอห์น โอบี มิเกล ให้สัมภาษณ์ว่า “เราคือทีมแรกจากกรุงลอนดอนที่คว้าแชมเปี้ยนส์ลีกได้ และเราจะเป็นนักเตะเชลซีกลุ่มแรกที่ได้แชมเปี้ยนส์ลีก นี่คือความทรงจำที่จะอยู่กับผมไปตลอดกาล”

ขณะที่แฟรงค์ แลมพาร์ด กัปตันในสนามวันนั้น มีนักข่าวไปสัมภาษณ์หลังจบการแข่งขัน ซึ่งแลมพาร์ดได้พูดออกกล้องว่า “ผมขอพูดอะไรถึงลูกสาวของผมได้ไหม ลูกสาวของผมตอนนี้เธออยู่ที่อังกฤษ พ่อบอกลูกแล้ว ว่าเชลซีคือทีมที่ดีที่สุดในโลก และวันนี้เห็นหรือยังเราทำได้แล้ว”

เกมนี้จอห์น เทอร์รี่ ที่ไม่ได้ลงเล่น ใส่เสื้อเชลซีลงรับถ้วย ซึ่งก็มีบางคนครหาว่าเฮ้ย ไม่แปลกไปหน่อยหรอ ตอนรอย คีน ไม่ได้ลงในนัดชิง 1999 ยังใส่สูทลงมายินดีกับเพื่อนเลย ไม่ได้เปลี่ยนชุดจัดเต็มแบบนั้น แต่เทอร์รี่อธิบายภายหลังว่า ยูฟ่าเองนั่นแหละ ที่อยากให้คนที่ไม่ได้ลง ใส่ชุดแข่งไปเลย จะได้ดูพร้อมเพรียง ซึ่งเทอร์รี่เองก็ยินดีอย่างยิ่ง เขาก็อยากชูถ้วยแชมป์ ตอนใส่เสื้อเชลซีเหมือนกัน

ความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้นในปี 2008 ถูกลบล้างอย่างสมบูรณ์ในปี 2012 มันคือ Miracle in Munich ที่แฟนเชลซีไม่เคยลืมเลย

หลังจากได้แชมป์ในปี 2012 เชลซียังไม่เคยเข้าชิงอีกเลย และใน 6 ปี หลังสุดไม่เคยไปไกลมากกว่ารอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่ในวันนี้ด้วยการมาของโทมัส ทูเคิล เชลซีฝ่าฟันถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ

สิ่งที่เป็นเดจาวูเบาๆ ให้แฟนๆได้ลุ้นคือ ในปี 2012 เชลซีเปลี่ยนโค้ชกลางซีซั่น (อันเดร วิลลาช-โบอาส เป็น โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ) สุดท้ายทีมได้แชมป์ ในปี 2021 เมื่อเชลซีก็เปลี่ยนโค้ชกลางคันเหมือนกัน แลมพาร์ด เป็นทูเคิลเหมือนกัน มันก็แอบได้ลุ้นลึกๆอยู่นะ

แน่นอน ในความเป็นตัวเต็ง ต้องยอมรับว่าเชลซียังเป็นรองปารีส แซงต์ แชร์กแมง หรือ แมนฯซิตี้ และ เรอัล มาดริด (ถ้าผ่านเข้ารอบมาได้) จุดนี้เราปฏิเสธไม่ได้

อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่า ในปี 2012 เชลซีก็อยู่ในสถานการณ์แบบนี้เหมือนกัน ในแชมเปี้ยนส์ลีกครั้งนั้น ในรอบรองชนะเลิศ เชลซีเป็นเต็ง 4 จากบรรดา 4 ทีม (บาเยิร์น มิวนิค, บาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด และ เชลซี) คือเจอความยากขนาดนั้น ทีมสิงห์บลูส์ ยังไปถึงแชมป์ได้

แล้วจะแปลกอะไรถ้าในปีนี้ กับแชมเปี้ยนส์ลีกที่อิสตันบูล เชลซีชุดนี้ จะสร้าง Miracle ให้เกิดขึ้นในสนามฟุตบอลอีกครั้ง
.
#CHELSEA #BAYERN


#เชลซ #กบบาเยรน #มวนค #เปน #ทม #อารมณในตอนน #ทมหนงสมหวงทเขารอบรอง
ติดตามได้ที่เพจ https://www.facebook.com/jingjungfootball/

เว็บพนันออนไลน์ ฟุตบอล