ณ เวลานี้ ยูเลียน นาเกลส์มันน์ เป็นโค้ชที่มีราคาซื้อขาย “แพงที่สุด” ในประวัติศาส…

ณ เวลานี้ ยูเลียน นาเกลส์มันน์ เป็นโค้ชที่มีราคาซื้อขาย “แพงที่สุด” ในประวัติศาสตร์ฟุตบอล

ด้วยความที่ฮันซี่ ฟลิค แสดงตัวว่าจะไม่อยู่คุมบาเยิร์น มิวนิคต่อไป โดยจะไปรับตำแหน่งเฮดโค้ชทีมชาติเยอรมัน ต่อจากโยอาคิม เลิฟ หลังจบยูโร 2021 ทำให้ตำแหน่งบอสใหญ่ของทีมเสือใต้ว่างลง และแน่นอน ผู้บริหารก็ต้องหาตัวเลือกที่ดีที่สุด เข้ามาคุมทัพ

เจอร์เก้น คล็อปป์ คนที่บาเยิร์นอยากได้มาตลอด กำลังพิสูจน์ตัวเองที่ลิเวอร์พูล เขาไม่กลับเยอรมันในระยะเวลาอันใกล้แน่ เช่นเดียวกับเป๊ป กวาร์ดิโอล่า คนที่คาร์ล ไฮน์ซ รุมเมนิกเก้ ชื่นชอบอันดับหนึ่ง มีสัญญากับแมนฯซิตี้ ถึงปี 2023 ก็ไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะกลับมาบาเยิร์นเช่นกัน

ถ้าไม่นับ 2 คนนี้ ชอยส์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่มีอยู่ คือยูเลียน นาเกลส์มันน์ โค้ชพรสวรรค์อัจฉริยะ วัย 33 ปี ของสโมสรไลป์ซิก

ตามปกติแล้วเฮดโค้ชในฟุตบอลยุโรป เวลาจะเซ็นสัญญากับสโมสรใดๆก็ตาม จะมีข้อตกลงร่วมกันก่อน ว่าถ้ามีทีมอื่นติดต่อมาขอดึงตัวไปร่วมทัพ โค้ชสามารถย้ายได้ฟรีเลย แต่บางสโมสรก็ไม่ยอมให้ย้ายฟรีแบบนั้น อย่างเช่น ไลป์ซิก เป็นต้น

นาเกลส์มันน์ มีสัญญาเหลือกับไลป์ซิกอีก 2 ปี แม้บาเยิร์นจะอยากได้แค่ไหน แต่ไลป์ซิกก็ไม่ยอมให้ย้ายฟรีๆ นั่นทำให้บาเยิร์นจึงต้องจ่ายเงิน 15 ล้านยูโรเป็นค่าตัวของนาเกลส์มันน์ พร้อมอ็อปชั่นอีก 5 ล้านยูโร ตามความสำเร็จในอนาคต รวมแล้วเป็นเงิน 20 ล้านยูโรพอดี

ในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอล การซื้อขายโค้ช ก็เคยมีมาก่อน เช่นในปี 2011 ตอนเชลซี จ่ายเงินซื้อตัวอันเดร วิลลาส-โบอาส มาจากปอร์โต้ ก็ยอมจ่ายเงิน 15 ล้านยูโร เพื่อดึงตัวกุนซือชาวโปรตุเกสมาเป็นผู้จัดการทีม

หรือราคาถูกกว่านั้น เช่น เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ย้ายจากเซลติก มาสู่เลสเตอร์ ในราคา 10.5 ล้านยูโร , เอดี้ ฮุตเตอร์ ที่เตรียมย้ายจากแฟรงค์เฟิร์ตมากลัดบัค ในราคา 7.5 ล้านยูโร และ มาร์โก โรส เตรียมย้ายจากกลัดบัคมาดอร์ทมุนด์ในปีหน้า ที่ราคา 5 ล้านยูโร

จะเห็นได้ว่าการซื้อขายโค้ชเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีโค้ชคนไหนมีราคาสูงถึง 20 ล้านยูโรมาก่อน มันสะท้อนให้เห็นว่าบาเยิร์น มิวนิค ให้คุณค่านาเกลส์มันน์สูงถึงขนาดนั้น

สุดท้ายไลป์ซิกก็ยอมขาย ก็ถือว่าสมเหตุสมผล เพราะถ้าปล่อยไปตอนนี้ยังได้เงินบ้าง ถ้ายื้อต่อไปจนนาเกลส์มันน์หมดสัญญา ยังไงเขาก็ไปอยู่ดี แล้วถึงวันนั้นสโมสรจะไม่ได้เงินสักยูโรเลยด้วย

การย้ายตัวเกิดขึ้นเรียบร้อย นาเกลส์มันน์มารอคุมทีมในซีซั่นหน้า กับคำถามที่น่าสนใจก็คือ เมื่อบาเยิร์น เป็นสโมสรที่มีพาวเวอร์ในระดับที่ดึงเฮดโค้ชคนไหนก็ได้ทั้งโลก แต่ทำไมถึงเลือกโค้ชหนุ่มอย่างนาเกลส์มันน์ เป็นคำตอบสุดท้ายกันแน่

—————————

นาเกลส์มันน์ เกิดที่หมู่บ้านเล็กๆ ริมทะเลสาบอัมเมอร์ซี ทางแคว้นบาวาเรียตอนเหนือ เขามีความฝันเหมือนเด็กหนุ่มทั่วไป คืออยากเป็นนักเตะอาชีพ ซึ่งผลงานตอนเยาวชนก็ถือว่าใช้ได้ เขาเป็นกัปตันทีมของทีม 1860 มิวนิคชุด u-17 จากนั้นย้ายไปอยู่เอาส์บวร์กตอนอายุ 20 ปี

แต่ก่อนที่จะได้ลงเล่นนัดแรก นาเกลส์มันน์ บาดเจ็บเข่าอย่างรุนแรง ตามด้วยเจ็บกระดูกสันหลัง ในเวลาใกล้ๆกัน ทำให้เขาต้องยอมตัดใจจากการเป็นผู้เล่นอาชีพไปโดยปริยาย

“แพทย์วินิจฉัยว่า ด้วยอาการที่กระดูกสันหลัง ถ้าผมฝืนเล่นต่อไป อาจถึงขั้นพิการได้เลย แต่ถ้ารอดจากอาการที่กระดูกสันหลังมาได้ หัวเข่าผมก็จะพังอยู่ดี แล้วตอนอายุ 40 ผมก็ต้องใช้เข่าเทียมไปตลอด” เนเกลส์มันน์กล่าว

สรุปแล้ว ยังไม่ทันจะได้สัมผัสฟุตบอลอาชีพ เขาต้องแขวนสตั๊ดอย่างรวดเร็วตอนอายุ 21 ปีเท่านั้น

ในระหว่างที่เขาไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ โทมัส ทูเคิล เฮดโค้ชของเอาส์บวร์ก ณ เวลานั้น ยื่นข้อเสนอให้นาเกลส์มันน์ว่า สนใจจะมาทำงานเป็นทีมสตาฟฟ์ของเขาหรือไม่

นาเกลส์มันน์แม้จะไม่ได้เล่น แต่เขาอยากอยู่ในวงการฟุตบอลต่อ จึงรับข้อเสนอของทูเคิล โดยตำแหน่งแรก คือแมวมองไป scout ทีมคู่แข่ง ก่อนที่เอาส์บวร์กจะปะทะกับใคร ทูเคิลก็จะส่งนาเกลส์มันน์ไปเก็บข้อมูล

เมื่อทำไปสักพัก ทูเคิลพอเห็นแวว ว่าเด็กคนนี้ใช้ได้ จึงแต่งตั้งให้นาเกลส์มันน์เป็นโค้ชทีมเยาวชนชุด u-12 ของเอาส์บวร์ก

ณ จุดนี้ นาเกลส์มันน์เริ่มรู้ตัวเองแล้ว ว่าเขาทำงานเป็นโค้ชได้ดี ระหว่างคุมทีมเยาวชนของเอาส์บวร์ก เขาไปเรียนปริญญาตรี ภาควิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา พร้อมทั้งสอบ A Licence เพื่อเอาวุฒิมาใช้คุมสโมสรฟุตบอล และสามารถสอบผ่านด้วยเกรด 1.0 ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนสูงสุด

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี และได้ A Licence นาเกลส์มันน์ย้ายจากเอาส์บวร์ก ไปคุมทีมเยาวชน 1860 มิวนิค ก่อนย้ายไปคุมทีมเยาวชนฮอฟเฟ่นไฮม์ในปี 2010

นักเตะคนแรกของฮอฟเฟ่นไฮม์ ที่นาเกลส์มันน์รู้จัก คือนิคลาส ซูเล่ เซ็นเตอร์แบ็กดาวรุ่ง โดยตอนนั้น ซูเล่อายุ 15 ส่วนนาเกลส์มันน์อายุ 23 เอาจริงๆ อายุก็ใกล้กันมาก เกินกว่าจะเป็นโค้ชกับนักเตะด้วยซ้ำ

ซูเล่เล่าว่า “ยูเลียนคือโค้ชประเภทที่พร้อมจะเป็นเพื่อนซี้กับนักเตะ สิ่งที่เขาโดดเด่นมากๆ คือการพูดคุยกับผู้เล่นที่มีความเป็นกันเองมาก”

ความสามารถของนาเกลส์มันน์ถูกยอมรับในวงการฟุตบอล ในซีซั่น 2013-14 ณ ตอนนั้นเขาคุมทีมฮอฟเฟ่นไฮม์ชุด u-19 ซึ่งที่เยอรมันทุกๆปี ทีม u-19 ของทุกสโมสร จะลงแข่งขันทัวร์นาเมนต์ A-Juniors หรือศึกชิงแชมป์เยาวชนแห่งชาติ

นาเกลส์มันน์พาทีมโนเนมอย่างฮอฟเฟ่นไฮม์ ทะลุถึงรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ โดยต้องไปเยือนทีมใหญ่อย่างชาลเก้ ที่ขนแฟนบอลมาเชียร์มากถึง 11,000 คน โดยปกติ เด็กๆฮอฟเฟ่นไฮม์จะลงเล่นต่อหน้าแฟนๆ หลักร้อยเท่านั้น แน่นอนทุกคนหวั่นกลัว ขาสั่น แต่นาเกลส์มันน์นั้น ไม่ใจฝ่อตามไปด้วย เขากระตุ้นลูกทีมตลอดเวลา ด้วยการยืนข้างสนามแล้วตะโกนว่า “เร็วอีก เร็วอีก!” ตลอด 90 นาทีไม่หยุดสั่งการ สุดท้ายฮอฟเฟ่นไฮม์ชนะชาลเก้ 1-0 เข้าสู่รอบชิงได้สำเร็จ

ในนัดชิงชนะเลิศ ฮอฟเฟ่นไฮม์เจอฮันโนเวอร์ ก่อนอัดกระจุยไป 5-0 นาเกลส์มันน์คว้าแชมป์เยาวชนระดับประเทศได้อย่างยิ่งใหญ่ในปี 2014 ณ เวลานั้นเขามีอายุ 27 ปี

การเป็นทีมเล็ก แต่ก้าวไปคว้าแชมป์อย่างน่าเซอร์ไพรส์ ว่ากันตรงๆคือ มีคนสงสัยในความสามารถของเขาอยู่ ดังนั้นในปีต่อมา นาเกลส์มันน์จึงพาลูกทีมชุดเดิม เข้าชิงแชมป์ประเทศอีกที แม้จะแพ้นัดชิงให้ชาลเก้ ที่มีลีรอย ซาเน่ ด้วยสกอร์ 3-1 แต่ก็ถือว่า เขาสามารถพิสูจน์ได้แล้ว ว่าตัวเองมีฝีมือไม่ธรรมดา

ในเกมนัดชิง A-Juniors ปี 2015 พอแพ้ชาลเก้แล้ว นักเตะต่างก็ร้องไห้ด้วยความเสียใจที่ป้องกันแชมป์ไม่ได้ เช่นเดียวกับผู้ปกครองของนักเตะที่ตามมาเชียร์ ต่างแสดงอาการผิดหวังที่ลูกตัวเองแพ้ ในสถานการณ์นั้น นาเกลส์มันน์ ลุกขึ้นกล่าวโอวาทโดยบอกว่า “คุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน จากนี้ไปเป็นหน้าที่ของพวกคุณที่จะให้กำลังใจลูกๆของคุณเอง อย่าไปเอาความกดดันโยนให้เขา และจงภูมิใจในสิ่งที่เขาได้ทำ” เมื่อนาเกลส์มันน์กล่าวจบ คราวนี้ทั้งลูก ทั้งพ่อแม่ ต่างก็ร้องไห้กันหมด

ปีเตอร์ กอร์ลิช ผู้อำนวยการสโมสรฮอฟเฟ่นไฮม์ กล่าวว่า จุดเด่นของนาเกลส์มันน์ นอกเหนือจากการวางแท็กติกแล้ว คือทักษะการบริหารคน เขาใช้คำพูดได้เก่งมาก รู้ว่าสถานการณ์ไหน ควรพูดอะไร ควรวางตัวอย่างไร เรื่องอายุแม้จะถือว่าน้อย แต่มันก็ไม่เป็นปัญหาเลย ตราบใดที่คุณมีความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเอง

แม้ทีมเยาวชนจะผลงานยอดเยี่ยม แต่ทีมชุดใหญ่ของฮอฟเฟ่นไฮม์ในเวลาเดียวกัน นับว่าทรงๆ ทรุดๆ ในฤดูกาล 2015-16 เฮดโค้ชฮุบ สตีเวนส์ ทำทีมอยู่รองบ๊วยของบุนเดสลีกา สโมสรส่อแววจะตกชั้น ดังนั้นเขาจึงแสดงสปิริตลาออกในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ แม้จะอ้างว่าลาออกเพราะเหตุผลทางสุขภาพก็เถอะ แต่ทุกคนรู้กันว่า ผลงานของฮอฟเฟ่นไฮม์ตอนนั้นมันไม่ไหวแล้วจริงๆ

แทนที่จะไปหาโค้ชชื่อดังคนอื่น สโมสรคิดมุมกลับว่า ทำไมไม่ลองใช้ของดีที่เรามีอย่างนาเกลส์มันน์ตอนนี้ซะเลยล่ะ มันอาจจะเวิร์คก็ได้นะ

นาเกลส์มันน์ตอบรับงานทันที การได้เป็นเฮดโค้ชที่อายุน้อยที่สุดในบุนเดสลีกา ด้วยวัย 28 ปี ถือเป็นเรื่องท้าทายมากๆ ภารกิจแรกของเขาคือพาทีมรอดตกชั้นให้ได้

สิ่งที่นาเกลส์มันน์เข้ามาเปลี่ยนทันทีคือ บอกให้สโมสร “จงเลิกทำตัวน่าเบื่อซะ” ตอนนั้นกลุ่มผู้บริหาร มีนโยบายการซื้อตัวที่น่าผิดหวังมาก เช่นไปกว้านเอาตัวผู้เล่นอายุเยอะแล้ว อย่างเควิน คูรานยี่ ที่ใกล้จะแขวนสตั๊ดมาเสริมทัพ ส่วนเกมฟุตบอลในสนาม ก็โยนบอมบ์แบบทื่อๆ ไร้จุดหมาย ซึ่งว่ากันตรงๆ มันดูไม่สนุกเลย

นาเกลส์มันน์อยู่กับฮอฟเฟ่นไฮม์มานาน เขารู้ดีว่ารากเหง้าของสโมสรคือ “ความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่ง” ประธานสโมสรฮอฟเฟ่นไฮม์ คือดีทมาร์ ฮอปป์ เจ้าของบริษัท SAP บริษัทผลิตซอฟแวร์ชื่อดังของโลก และเป็นเจ้าของธุรกิจนวัตกรรมอีกมากมาย ดังนั้นคาแรคเตอร์ของสโมสรฟุตบอลแห่งนี้ต้องกล้าคิดใหม่ทำใหม่ ทำตัวให้เหมือนธุรกิจสตาร์ทอัพ ไม่ใช่ทำตัวเป็นบริษัทเก่าแก่ ที่มีวัฒนธรรมองค์กรคร่ำครึ

นาเกลส์มันน์ เข้าไปปรับปรุงเรื่องนอกสนามอย่างเร่งด่วน ด้วยการนำเข้าเทคโนโลยี Footbonaut โปรแกรมการซ้อมแบบใช้ระบบคอมพิวเตอร์ช่วย ตามด้วยเทคโนโลยี Videowall ติดตั้งจอยักษ์ขนาด 6×3 เมตร ในสนามซ้อม ลองนึกภาพตาม เวลาที่โค้ชอยากให้นักเตะทำอะไรสักอย่าง เวลาพูดปากเปล่า มันก็ยากจะเข้าใจ ดังนั้นถ้าเขาเปิดวีดีโอ ผ่านจอยักษ์ให้ดูในสนามซ้อมเลย และใช้ปากกาเขียนลากเส้นให้เห็นเลยว่า นักเตะต้องวิ่งมาตำแหน่งนี้ ยืนโพสิชั่นแบบนี้ ก็จะทำให้สื่อสารกันได้ง่ายขึ้นมาก

รวมถึงระหว่างการซ้อม มีการใช้โดรน เก็บภาพมุมสูงของนักเตะอีกต่างหาก เพื่อที่เขาจะได้เห็นในมุมใหม่ๆ และจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแท็กติก

ขณะที่ในสนามฟุตบอล นาเกลส์มันน์เลิกเพลย์เซฟ เขาไม่ส่งตัวผู้เล่นที่ตกยุคแล้วอย่างคูรานยี่ลงสนาม แต่เลือกใช้งานกลุ่มดาวรุ่งลงเล่นทุกนัด เช่นเควิน โฟลลันด์ (22 ปี), อันเดรย์ ครามาริช (23 ปี) หรือ นิคลาส ซูเล่ (19 ปี)

จากนั้นก็สั่งให้ทีมเล่นเกมบุกไปเลยเต็มที่ จะแพ้เละก็ไม่ว่ากัน นิคลาส ซูเล่ เล่าว่า “โค้ชกระตุ้นพวกเราว่า ทำไมเราไม่ลองเล่นเกมรุกไปเลยล่ะ เขาบอกว่า เราต้องมั่นใจในตัวเองว่าต่อให้เจอทีมใหญ่ เราก็ยังชนะได้ด้วยสไตล์เปิดหน้าลุย อย่าลืมว่าตอนนี้สโมสรก็อยู่โซนตกชั้นอยู่แล้ว ต่อให้บุกเต็มที่แล้วแพ้ อันดับก็คงไม่ตกต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว”

ในช่วงแรกๆ การเปิดเกมรุก ถือเป็นความเสี่ยง เพราะทำให้เกมรับอ่อนยวบลง ฮอฟเฟ่นไฮม์เคยโดนสตุ๊ตการ์ตยิงเละ 5-1 มาแล้ว แต่นาเกลส์มันน์ ก็ยังยึดมั่นในแผนเกมรุกต่อไป เขาไม่เชื่อหรอกว่าทีมจะแพ้เละแบบนั้นทุกเกม

เวลาผ่านไป เมื่อทีมเริ่มปรับตัวได้ คราวนี้เริ่มรู้จักชัยชนะ จากตำแหน่งรองบ๊วย ทีมก็ไต่ขึ้นมาเรื่อยๆ มาจบที่อันดับ 15 ของตารางคะแนน หนีตายได้สำเร็จ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าหักปากกาเซียนอย่างมาก เพราะตอนแต่งตั้งโค้ชอายุ 28 คุมทัพ ใครๆก็มองว่าฮอฟเฟ่นไฮม์ไม่รอดแน่ๆ แต่สิ่งที่เห็นคือ นาเกลส์มันน์มาทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นต่างหากล่ะ

นาเกลส์มันน์ มีไอดอลคือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า และสิ่งที่เขาเลียนแบบเป๊ปคือการชอบทดลองอะไรใหม่ๆในสนาม กวาร์ดิโอล่าเป็นโค้ชที่ ไม่กลัวเลยที่จะทดลองสิ่งแปลกใหม่ในสนาม การเปลี่ยน 3 แผนระหว่างเกม การใช้ False 9 หรือการใช้ Inverted Full-back เหล่านี้กวาร์ดิโอล่าทำมาหมดแล้ว

สำหรับนาเกลส์มันน์ก็คล้ายๆกัน เขามีแผนในหัวเยอะไปหมด เป็นอัจฉริยะที่คิดแก้เกมตลอดเวลา ดังนั้น ความยากจึงมาอยู่ที่นักเตะ ที่ต้องเรียนรู้ให้เร็ว ถ้าคิดจะทำงานกับเนเกลส์มันน์ อย่าหวังว่าจะได้ซ้อมแบบชิลล์ๆ ตามรูทีน

อันเดรย์ ครามาริช นักเตะในทีมเคยบ่นเรื่องนี้ตรงๆเลยว่า “โค้ชเปลี่ยนแผนระหว่างเกมบ่อยมากเกินไป เราไม่ใช่หุ่นยนต์นะ เราเป็นมนุษย์” สิ่งที่ครามาริชบ่นไม่ใช่เรื่องเกินจริงๆ บางนัดทีมลงเล่นไปแค่ 5 นาที นาเกลส์มันน์ยกมือสั่งให้เปลี่ยนแผนแล้ว มีทั้งเปลี่ยนเล็กๆ เช่นการสลับตำแหน่ง หรือบางเกมก็เปลี่ยนทั้งระบบการเล่นไปเลย

ไม่แปลกที่นักเตะจะกดดันมาก เพราะต้องจำแผนเยอะ และต้องปรับตัวตามแต่ไอเดียของโค้ช อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแรงกระแทกมาจากนักเตะ แต่นาเกลส์มันน์ ก็ไม่เคยหยุดใช้ความคิดสร้างสรรค์ สมองเขาไปไกลแล้ว และนักเตะก็ต้องปรับตัวให้ทันด้วย

หลังจากรอดตกชั้นอย่างหวุดหวิดในซีซั่น 2015-16 แค่ฤดูกาลถัดมา 2016-17 ฮอฟเฟ่นไฮม์จบอันดับ 4 ได้โควต้าไปยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบเพลย์ออฟอย่างไม่มีใครเชื่อ ปีแรกที่ได้คุมทีมแบบ Full Season เขาพาทีมจบท็อปโฟร์ได้เฉยเลย ทั้งๆที่ แกนหลักของทีม ก็ชุดเดิมที่เคยเกือบตกชั้นนั่นแหละ

ฮอฟเฟ่นไฮม์ไม่ได้ไปเล่นรอบแบ่งกลุ่ม เพราะไปแพ้ในรอบเพลย์ออฟ ให้ลิเวอร์พูลของเจอร์เก้น คล็อปป์อย่างน่าเจ็บใจ แต่นาเกลส์มันน์ก็ไม่ได้ตีโพยตีพายอะไร ในซีซั่นต่อมา 2017-18 คราวนี้ เขาพาทีมจบอันดับ 3 ซะเลย เข้ารอบแบ่งกลุ่มได้สำเร็จเสียที

ลองคิดภาพดู จากทีมที่กำลังหนีตายอยู่ดีๆ เปลี่ยนโค้ชได้แค่ 2 ปีครึ่ง กระโดดไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่มได้ ด้วยกลุ่มนักเตะตัวเดิมๆ ถ้าเครดิตไม่อยู่ที่โค้ช แล้วจะไปยกเครดิตให้ใครกันล่ะ

—————————

ด้วยผลงานที่โดดเด่นชัดเจน ทำให้มีหลายสโมสร ทาบทามเนเกลส์มันน์ ซึ่งก็ไม่แปลก กุนซือคนหนุ่ม มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ บุคลิกดี มี Charisma ที่น่าหลงใหล แถมอายุน้อยใช้การได้อีกหลายปี ใครๆก็อยากได้ทั้งนั้น

แต่สุดท้ายเป็นไลป์ซิก ที่ช่วงชิงได้อย่างรวดเร็วที่สุด คว้าตัวมาครองได้ในช่วงซัมเมอร์ปี 2019 และเซ็นสัญญากัน 4 ปี ถึงซัมเมอร์ปี 2023

ผลงานของนาเกลส์มันน์ถูกพิสูจน์ได้อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เกมที่ 4 ของฤดูกาล ที่เปิดบ้านเจอบาเยิร์น มิวนิค ในเกมนั้นเสมอกันไป 1-1 ก็จริง แต่แดร์ สปีเกล สื่อเยอรมัน เขียนวิจารณ์ว่า “นาเกลส์มันน์ชนะในการดวลกับนิโก้ โควัช”

เกมนั้นไลป์ซิก เริ่มต้นด้วยระบบ 3-4-3 แต่พอโดนบาเยิร์นยิงนำ 1-0 นาเกลส์มันน์แก้เกมทันที โดยการเปลี่ยนระบบ เป็น 4-2-3-1 ตั้งแต่ต้นเกม จนฝั่งบาเยิร์นเองก็ตั้งตัวไม่ติด ไม่คิดว่าคู่แข่งจะเปลี่ยนแผนเร็วขนาดนี้ สุดท้ายไลป์ซิกตีเสมอได้ 1-1 ก่อนที่จะมีโอกาสเยอะกว่าชัดเจน แต่จบไม่ลง ทำให้เกมเสมอกันไปแบบไลป์ซิกน่าชนะ

ปีแรกของนาเกลส์มันน์กับไลป์ซิก (2019-20) เขาได้อันดับ 3 ในลีก และเข้ารอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นี่เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมากๆแล้ว จากนั้นในซีซั่นต่อมา (2020-21) ไลป์ซิก ไล่บี้กับบาเยิร์น มิวนิค คือกัดไม่ยอมปล่อย และแม้สุดท้ายน่าจะจบแค่รองแชมป์ แต่ก็ถือว่านาเกลส์มันน์ สู้ได้อย่างสมศักดิ์ศรีที่สุดแล้ว

ด้วยความสามารถที่โดดเด่นขนาดนั้น ทำให้นาเกลส์มันน์โดนบาเยิร์น มิวนิคจับตามองได้สักระยะแล้ว พื้นฐานเขาเกิดที่บาวาเรีย ถือว่าใกล้ชิดกับเมืองมิวนิคมาก และเจ้าตัวก็เคยยอมรับด้วยว่า ถ้าได้คุมบาเยิร์น มิวนิค เขาเองก็น่าจะมีความสุขในเส้นทางอาชีพ

อายุก็ยังน้อย แถมมีแพชชั่นเรื่องชัยชนะสูง มีทักษะดีลกับนักเตะได้ดี และที่สำคัญชอบคิดค้นอะไรใหม่ๆ คล้ายๆกับเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ซึ่งลักษณะนิสัยแบบนี้แหละ สามารถตอบโจทย์ของบาเยิร์นได้ดีมาก

บาเยิร์น เคยทาบทามเนเกลส์มันน์มาหนึ่งครั้ง ตอนเขาคุมทีม u-19 ของฮอฟเฟ่นไฮม์ ให้ย้ายมาคุมทีม u-17 ของบาเยิร์น แต่ดีทมาร์ ฮอปป์ ประธานสโมสรฮอฟเฟ่นไฮม์ตอบปฏิเสธไป อย่างไรก็ตาม หลายคนเชื่อว่า อยู่ที่เวลาเท่านั้นแหละ ว่านาเกลส์มันน์จะได้คุมบาเยิร์นตอนไหน

สำหรับตำแหน่งเฮดโค้ชของบาเยิร์น มิวนิค แต่เดิมเป็นของฮันซี่ ฟลิค และจริงๆถ้าฟลิคอยากทำงานต่อ ก็จะได้อยู่ต่อ แต่หลังจากมีความขัดแย้งกับฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ผู้อำนวยการกีฬาของสโมสร เจ้าตัวเองก็อยู่ต่อไปไม่ได้

คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก ถ้าต้องเจอแรงกดดันจากสโมสรในลักษณะนี้ สู้เขาไปเป็นเฮดโค้ชทีมชาติเยอรมันลงแข่งในฟุตบอลโลกไม่ดีกว่าหรือ

เมื่อฮันซี่ ฟลิค ยืนยันว่าจะไป บาเยิร์นก็ต้องมองหาคนมาแทน และซาลิฮามิดซิช ก็บอกมาตลอดว่า เขาเป็นแฟนตัวยงของนาเกลส์มันน์ จึงไม่แปลกที่จะทาบทามทันที และพร้อมจะจ่ายเงินซื้อตัวมาจากไลป์ซิกด้วย

สื่อเยอรมันวิเคราะห์ว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้บาเยิร์น ต้องเอานาเกลส์มันน์ให้ได้ แม้จะต้องจ่ายค่าตัวก็ยอม มีเหตุผล 3 ข้อ

ข้อแรกคือ นาเกลส์มันน์ไปทำงานที่ไหน ก็ไม่เคยมีปัญหาความขัดแย้งกับผู้บริหารมาก่อน อยู่ที่ไหนใครก็รัก ดังนั้นในระบบที่ต้องทำงานกับผู้บริหารมากมายเต็มไปหมด นาเกลส์มันน์น่าจะปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมของบาเยิร์นได้ดี

ข้อสองคือ สามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้ทันที เรื่องนี้นาเกลส์มันน์พิสูจน์มาแล้ว กับการคุมสองทีมในบุนเดสลีกา อย่างฮอฟเฟ่นไฮม์ขนาดมีทีมที่ไม่ค่อยดีนัก ยังพาทีมจบอันดับ 3 ได้ ดังนั้นถ้าได้คุมบาเยิร์นที่ศักยภาพดีกว่า โอกาสไปถึงแชมป์ก็ไม่น่ายาก อีกอย่างนักเตะหลายคนในทีมก็เคยทำงานกับนาเกลส์มันน์มาแล้ว เช่นนิคลาส ซูเล่ หรือ ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ ที่จะย้ายมาซีซั่นหน้าก็ใช่เหมือนกัน น่าจะช่วยให้เขาปรับตัวได้ง่ายขึ้น

และข้อสามคือ การพัฒนาเยาวชนให้ก้าวขึ้นมาเป็นสตาร์ของวงการ ในอนาคตอันใกล้นี้ โทมัส มุลเลอร์, มานูเอล นอยเออร์ และ เจอโรม บัวเต็ง ก็ต้องอำลาทีมไป ดังนั้นทีมจำเป็นต้องมีสตาร์ชาวเยอรมัน ขึ้นมาแทนที่ และนาเกลส์มันน์ที่มีพื้นฐานมาจากทั้งแมวมองและโค้ชเยาวชน จึงรู้แน่นอน ว่าจะปั้นเด็กคนไหนให้เก่งได้ ในมุมของผู้บริหารบาเยิร์น อยากเห็นเคสแบบเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ฟูมฟักนักเตะอย่างเบ็คแฮม, กิ๊กส์ หรือสโคลส์ มาตั้งแต่เด็ก และค่อยๆดันขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ ซึ่งนาเกลส์มันน์ สามารถพัฒนาเยาวชนบางคนตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยก จนก้าวขึ้นมาเป็นความหวังของทีมได้เลย

ด้วยเหตุผลทั้งหมด ทำให้นาเกลส์มันน์คือคนที่ลงตัวที่สุด ถ้าจะหาใครสักคนมาแทนฮันซี่ ฟลิค ไม่มีตัวเลือกอื่น จะสมเหตุสมผลเท่านาเกลส์มันน์อีกแล้ว

—————————

สิ่งเดียวที่นาเกลส์มันน์ ยังทำไม่ได้จนถึงวันนี้ คือโทรฟี่แชมป์สักรายการ ในอดีตเคยได้แต่ระดับเยาวชน แต่ในเลเวลทีมชุดใหญ่ ยังไม่เคยได้แชมป์อะไรเลย

การก้าวไปเป็นเบอร์ 1 คือสิ่งที่เขารอคอยมากที่สุด และแน่นอน เมื่อย้ายมาบาเยิร์น มิวนิค เขาก็มีโอกาสดีมาก ที่จะไปถึงจุดนั้น

ที่ศูนย์ฝึกเยาวชนของฮอฟเฟ่นไฮม์ จะมีรูปของนาเกลส์มันน์แขวนไว้ที่ผนัง ในฐานะโค้ชที่ทำผลงานโดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร โดยในรูปจะมี Quote คำพูด ที่เนเกลส์มันน์เคยกล่าวเอาไว้เป็นภาษาเยอรมันว่า “Warum Zweiter werden?”

คำแปลภาษาไทยคือ “ทำไมต้องพอใจกับอันดับ 2”

ประโยคนี้ คือตัวตนของนาเกลส์มันน์อย่างแท้จริง อัจฉริยะอายุ 33 ปี ที่ไม่เคยพอใจกับการเป็นแค่อันดับ 2 ไม่ว่าจะคุมทีมอะไร เขาต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ จนทีมของเขาเก่งกว่านี้ และก้าวสู่จุดสูงสุดให้ได้

และบาเยิร์น มิวนิค ในยุคของฮันซี่ ฟลิค ที่ใครๆก็คิดว่าเป็นยอดทีมแห่งยุคแล้ว นี่ก็เก่งที่สุดเท่าที่เราจะจินตนาการได้แล้ว จึงน่าสนใจเหลือเกินว่า นาเกลส์มันน์ผู้ไม่เคยหยุดนิ่ง จะยิ่งทำให้บาเยิร์นเก่งกว่านี้ได้จริงๆหรือไม่
#Nagelsmann

—————————

บทความของแอดมิน ได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากแบรนด์ Suzuki ครับผม ขอบคุณมากๆเลยที่ไว้ใจกันมายาวนาน นี่คือหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ที่มีนวัตกรรมและลูกเล่นใหม่ๆ มานำเสนออยู่ตลอด ไม่ต่างจากนาเกลส์มันน์เลยทีเดียวครับผม

ในภาวะโควิด-19 แบบนี้แบรนด์ Suzuki มีโครงการดีๆชื่อ Suzuki Cause We Care ครับ ที่จะเข้าไปช่วยเหลือสังคมในส่วนที่ทำได้ เช่นล่าสุด โปรเจ็กต์ Suzuki CARRY Biosafety Mobile Unit ที่ทำร่วมกับหมอแล็บแพนด้า เป็นรถที่ให้บริการประชาชนเข้าไปตรวจหาเชื้อโควิดเชิงรุก เป็นการแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาล คือคุณสามารถไปตรวจตามจุดต่างๆได้เลย

โปรเจ็กต์รถตรวจเชื้อเคลื่อนที่ ได้รับการตอบรับที่สุดยอดมากๆ จนเพื่อนบ้านของเราประเทศลาว สนใจที่จะทำรถเคลื่อนที่แบบนี้บ้างครับ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่ขยายผลต่อไปถึงประเทศข้างเคียง เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากๆเลยล่ะ

สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์คุณภาพของ Suzuki ในภาวะโควิดแบบนี้ จริงๆก็ยังสามารถติดต่อโดยตรงได้ที่ศูนย์นะครับ หรือจะติดต่อออนไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสก็ได้เช่นกัน ที่ FB : Suzuki Motor Thailand ครับผม ไปคุยรายละเอียดก่อน แล้วค่อยไปทดลองขับก็ได้ครับผม ทุกดีลเลอร์ระมัดระวังเรื่องความสะอาดมากที่สุดอยู่แล้วครับ

ต้องการรถรุ่นไหนจะเป็น New Swift, XL7, Ciaz, Celerio, Ertiga หรือ Carry สามารถติดต่อได้เลยทุกวันครับผม

#NEWSUZUKISWIFT #POWERYOUUP #แรงสุดขีดสปีดเร้าใจ


#ณ #เวลาน #ยเลยน #นาเกลสมนน #เปนโคชทมราคาซอขาย #แพงทสด #ในประวตศาส
ติดตามได้ที่เพจ https://www.facebook.com/jingjungfootball/